ปัจจุบัน “โรคไต” กำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ซึ่งข้อมูลจากสมาคมโรคไตนานาชาติพบว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังราว 850 ล้านคน ขณะเดียวกันคนไทยมีแนวโน้มที่จะป่วยโรคไตเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยพบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือคิดเป็นประมาณ 8 ล้านคน เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 แสนคน และมีผู้ป่วยเพิ่มถึงปีละประมาณ 7,800 ราย ในขณะที่การผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้เพียงปีละ 500 รายเท่านั้น

ข้อมูลของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ยังระบุอีกว่า ปัญหาของผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทย เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากนิสัยคนไทยที่ยังคงติดกินเค็มเกินความพอดี จนเกิดเป็นโรคไตและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ดังนั้นการควบคุมดูแลเรื่องอาหาร การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม รวมถึงการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงมีความสำคัญมากที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของไต รวมถึงชะลอการเกิดโรคไตและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ได้ด้วยครับ

ความจริงแล้ว โรคไต คือ กลุ่มโรคหรือภาวะที่ทำให้การทำงานของไตผิดปกติหรือเกิดความเสียหายกับไต จนเกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามมา เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดหรือขับของเสียออกจากเลือดได้ตามปกติ ตัวอย่างโรคไตได้แก่ ไตอักเสบ, ไตวายเรื้อรัง, ไตวายเฉียบพลัน, กรวยไตอักเสบ และนิ่วในไต เป็นต้น

ในผู้สูงอายุ การทำงานของไตจะลดลง เนื่องจากขนาดและจำนวนหน่วยไตที่ทำงานได้นั้นลดลง บวกกับการที่เลือดมาเลี้ยงไตมีปริมาณลดลง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราการกรองของเสียของไตลดลงตามไปด้วย เมื่อผู้สูงอายุมีการรับประทานยาที่มีพิษทำลายไต หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเข้าไป ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดไตเสื่อม และการเกิดโรคไตในผู้สูงอายุ ได้มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

ควรจริงแล้วการที่ไตเสื่อมหรือเกิดเป็นโรคไตในผู้สูงอายุนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย และการเป็นโรค ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดไตเสื่อมแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยหลักๆ คือ ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ และปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ : อายุ เพศ และกรรมพันธุ์ คือปัจจัยที่เสริมให้เกิดไตเสื่อมหรือเกิดโรคไตได้ ซึ่งความเสี่ยงของไตเสื่อมจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า เมื่ออายุ 60 ปี เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ผนังหลอดเลือดก็จะยิ่งหนาขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ จนส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การทำงานของไตลดลงตามไปด้วย

สำหรับเรื่องเพศ จะพบว่าเพศชายมีโอกาสเกิดไตเสื่อมมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ไตทำงานหนักในการขับน้ำออกจากร่างกาย รวมถึงการสูบบุหรี่ ที่เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคนี้จะส่งผลให้อัตราการกรองของเสียของไตลดลง จึงเกิดไตเสื่อมและโรคไตตามมาได้

นอกจากนี้ยังพบว่า มีโรคไตบางชนิดที่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ เช่น โรคถุงน้ำที่ไต ดังนั้นคนที่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

✓ ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ : นอกจากการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มแล้ว ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคไตในผู้สูงอายุได้ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ความดันโลหิตสูง : สำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง หากปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ โดยไม่ดูแลรักษา จนเกิดความดันโลหิตสูงเรื้อรัง จะทำให้หลอดเลือดเล็กๆที่ไตถูกทำลายและตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตได้ลดลง ทำให้เกิดไตเสื่อม หรือเกิดโรคไตวายตามมาได้

2. ป่วยเบาหวาน : เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากการมีน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อสะสมไปนานๆ 10 – 20 ปี โดยไม่มีการควบคุมดูแลที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ หากมีเส้นเลือดตีบในไตก็จะเป็นไตวายได้ในที่สุด

3. นิยมอาหารสำเร็จรูป แม้จะไม่ได้ทานอาหารรสเค็ม แต่ทราบหรือไม่ครับว่า ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ, อาหารกระป๋องต่างๆ, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงน้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มบางประเภท มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นการรับประทานอาหารเหล่านี้บ่อยๆ ก็เสี่ยงโรคไตไม่ต่างจากการทานอาหารรสเค็มเลยครับ

4. ทานอาหารรสจัด หลายคนอาจคิดว่าแค่อาหารรสเค็มจัดอย่างเดียวที่ทำลายไต แต่จริงๆ แล้วอาหารรสจัดทุกประเภท ตั้งแต่ หวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งอาหารมันจัด ก็ส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น จึงมีส่วนให้เกิดเป็นโรคไตตามมาได้

5. ทานเนื้อสัตว์มากเกินไป เนื่องจากไตจะทำหน้าที่กำจัดของเสียที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ของเสียจากกระบวนการเผาผลาญโปรตีน หรือสารอาหารที่เกินความต้องการของร่างกาย ดังนั้นหากเรารับประทานเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนมากเกินไปจะส่งผลให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

6. ทานผักที่มีโพรแทสเซียมสูงเกินไป บางคนคิดว่าทานผักล้วนดีต่อสุขภาพ แต่เราควรเลือกกินผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ โดยเฉพาะผู้ที่ร่างกายขับปัสสาวะได้น้อย เพราะหากกินผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงจะทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

7. ดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือมากเกินไป ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคไตได้ ทั้งนี้เนื่องจากการทำหน้าที่ของไตในการฟอกของเสียในร่างกาย จำเป็นต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตจนกลายเป็นปัสสาวะ ดังนั้นถ้าดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งไม่ดีต่อไตและกระเพาะปัสสาวะ ในขณะเดียวกัน การดื่มน้ำมากเกินไป ก็ส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักเกินไปด้วยครับ

8. หักโหมทำงานหนักเกินไป การหักโหมทำงานหนักจนเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ อวัยวะต่างๆในร่างกายจึงไม่มีเวลาได้พักฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง ไตก็เช่นเดียวกัน เมื่อไตไม่มีโอกาสได้หยุดฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองบ้าง ก็อาจส่งผลให้ไตเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะคนที่นอนดึกตื่นเช้า

9. ขาดการออกกำลังกาย การไม่ออกกำลังกาย นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และอีกหลายๆ โรคแล้ว ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคไตด้วยเช่นเดียวกัน

10. ความเครียด จะเห็นว่าเวลาที่คนเราเครียดมากๆ มักจะนอนไม่หลับ ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งเวลาเครียดๆ เรามักจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ทำให้หลายๆ อวัยวะได้รับผลกระทบจากความเครียด รวมถึงไตด้วย

11. การสูบบุหรี่ จะส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง ทำให้ไตสูญเสียคุณสมบัติการกรองและการดูดซึมกลับสารต่างๆ

12. ความอ้วน คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 ขึ้นไป ถือว่าเป็นคนอ้วน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักและขนาดร่างกายที่เพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้หน่วยไตต้องรับภาระหนักขึ้นในการกรองของเสีย

13. ใช้ยาไม่ถูกต้อง ส่งผลต่อไต พฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง จะมีผลต่อการทำงานของไต โดยจากผลการวิจัยของประชากรไทย พบว่า สาเหตุไตเสื่อมสัมพันธ์กับการใช้ยาพื้นบ้าน ชนิดใช้ต้ม เป็นผง ยาจีน และยาลูกกลอน ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรและมีโลหะหนักที่เป็นพิษทำให้ไตถูกทำลาย รวมไปถึงยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) หากมีการใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดการสะสมที่ไต ทำให้เลือดคั่ง เกิดอาการบวม เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ส่งผลให้ไตเสื่อม เกิดเป็นโรคไตได้

14. กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และนำไปสู่ไตเสื่อมได้

อาการแบบไหน? บ่งบอกถึงโรคไต

สำหรับผู้ป่วยโรคไต ต้องบอกว่าช่วงแรกเริ่มที่เป็นมักจะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน แต่เมื่อผู้ป่วยเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ทำให้ต้องมาพบแพทย์นั้น มักจะอยู่ในขั้นที่โรคดำเนินไปมากแล้ว โดยอาการของโรคไตมีมากมายหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามชนิดของโรคไตที่เป็น ได้แก่

ไตวายเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด โดยผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย หรืออาจเริ่มมีอาการจากปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลย มีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย หรือง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา บางครั้งอาจมีอาการหายใจถี่ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างชักหรือหมดสติ และเข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลันได้

ไตวายเรื้อรัง อาการของโรคนี้จะค่อยๆ แสดงออกมาเป็นระยะ โดยแบ่งออกเป็น 5 ระยะตามระดับค่าประเมินการทำงานของไต ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่ไตอักเสบ พบภาวะโปรตีนรั่วออกมาปะปนในเลือดหรือในปัสสาวะ หากไตทำงานลดลงอย่างต่อเนื่องจนรุนแรง จะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวแห้งและคัน กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อย มีอาการบวมน้ำ ปัสสาวะน้อยลง โลหิตจาง…อาการเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

1. มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมาก ปัสสาวะน้อย ไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยลักษณะของปัสสาวะนั้นอาจขุ่นหรือใสเหมือนน้ำ หรืออาจมีสีเข้มเป็นฟองตลอดเวลา แต่บางครั้งก็อาจมีเลือดปน หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ

2. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือรู้สึกว่าอาหารที่ทานเข้าไปมีรสชาติแปลกไปจากปกติ ทั้งหมดนี้เป็นผลของเสียที่สะสมในร่างกาย

3. มีอาการคันที่เกิดจากการระคายเคืองบริเวณผิวหนังจากของเสียต่างๆ ที่สะสม

4. ตัวซีด โดยปกติแล้ว ไตจะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก เมื่อเซลล์ไตเสื่อมสภาพและเสียไป ฮอร์โมนชนิดนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นน้อยลงไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก ทำให้มีอาการตัวซีดนั่นเอง

5. ตัวบวม เนื่องจากไตเสื่อมภาพและสูญเสียการทำงานไป จึงไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ ทำให้มีน้ำในร่างกายมาก เกิดอาการตัวบวม โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตาก่อน

6. เมื่อโรคเริ่มเป็นมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการของไตวาย โดยมีอาการ เช่น สับสน โคม่า จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

โรคไต รักษาได้แต่ไม่หายขาด

โรคไต เป็นโรคที่รักษาได้แต่ไม่หายขาด ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่โรคไตวายระยะสุดท้าย ทั้งนี้แนวทางการรักษาโรคไตประกอบด้วย 3 เรื่องหลักๆ คือ

1. การตรวจและการวินิจฉัยโรคไตที่เหมาะสม : เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว แพทย์จะต้องมีความชำนาญในการตรวจและวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีที่สุดนั่นเอง

2. การรักษาโดยมองจากสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคไต : เมื่อสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคได้แล้ว ก็ต้องเริ่มรักษาที่ตัวต้นเหตุ เช่น การหยุดยาที่เป็นพิษต่อไต, การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือกับแพทย์ผู้ทำการรักษาด้วย จึงจะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด

3. การช่วยชะลอความเสื่อมของไต : แม้จะทำการรักษาโรคไตที่สาเหตุแล้วก็ตาม  แต่การช่วยชะลอความเสื่อมของไตก็ยังคงมีความสำคัญ เพื่อให้เนื้อไตส่วนที่ยังคงสภาพดีสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับแต่ละคน เช่น การรับประทานอาหาร การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม    

สำหรับการรักษาโรคไตวายเรื้อรังมี 3 วิธี ดังนี้

1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) เป็นการนำเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีของเสียคั่งค้าง ผ่านเข้าไปในเครื่องกรองเลือด ซึ่งจะกรองของเสียจากเลือดและนำเลือดที่ถูกกรองสะอาดแล้วกลับสู่ร่างกายผู้ป่วย

2. วิธีล้างช่องท้องด้วยน้ำยา (CAPD) วิธีนี้ผู้ป่วยจะต้องใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องตนเอง ครั้งละ 2 ลิตร วันละ 4 ครั้งๆละ 6 ชั่วโมง

3. การเปลี่ยนไต หรือปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) เป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังที่ดีที่สุด โดยการผ่าตัดเปลี่ยนไตทำได้ 2 วิธี คือ

✓ การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งผู้เสียชีวิตได้เคยยื่นความจำนงต้องการบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยไว้

✓ การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต ได้แก่จากญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต หรือจากคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาอย่างน้อย 3 ปี หรือต้องมีบุตรด้วยกันที่สามารถตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสได้

อาหาร กับ โรคไตในผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยโรคไตควรเลือกรับประทานอาหารสำหรับที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในช่วงนั้น ขณะเดียวกันการเลือกอาหารที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วยครับ

1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ตั้งแต่น้ำปลาไปจนซอสปรุงรสต่างๆที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ, อาหารหมักดอง เช่น ปูเค็ม ปลาร้า ไข่เค็ม, อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ, อาหารกล่องสำเร็จรูป รวมถึงอาหารบรรจุกระป๋องต่างๆ  เช่น ปลากระป๋อง และข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ, อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว และกาแฟ, อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม หมูกรอบ ขาหมู และมันกุ้ง, อาหารที่มีส่วนผสมของครีม เนย เนยแข็ง เช่น ขนมปัง เค้ก พิซซ่า เป็นต้น

2. เลือกรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง โดยเฉพาะโปรตีนอัลบูมิน ซึ่งมีมากในไข่ขาว ควรรับประทานวันละ 2 – 3 ฟอง

3. อาหารจำพวกแป้ง ควรรับประทานให้เพียงพอในทุกมื้อ

4. เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ควรเลือกชนิดที่ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง รับประทานมือละประมาณ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ

5. ควรใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลืองในการประกอบอาหาร

สำหรับผู้สูงอายุ เอลเดอร์แนะนำให้ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และคอยค่าไตของตนเองอยู่เสมอ หากค่าไตสูงเราจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ทันเวลา การตรวจหาและรักษาโรคไตตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยยับยั้งความเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาได้อีกด้วย…เพราะการดูแลและป้องกันไตตัวเองนั้นสำคัญ คงไม่มีใครอยากฟอกไตทุกวัน มันไม่สนุกแน่ๆ ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top