อย่างที่ทราบกันครับว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการใส่ใจดูแลเป็นพิเศษในทุกๆ ด้าน ทั้งการดูแลเรื่องโภชนาการ สุขอนามัย การออกกำลังกาย รวมไปถึงเรื่องของการดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย แต่การดูแลที่ดีอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะไม่ว่าคุณจะเคยมีสุขภาพแข็งแรงมากแค่ไหน แต่เมื่ออายุมากขึ้นสุขภาพและระบบต่างๆในร่างกายจะค่อยๆเสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่ลดประสิทธิภาพลงตามวัย ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่าย มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้มากกว่า ทั้งยังใช้เวลารักษาตัวนานกว่าคนวัยอื่นด้วย ดังนั้นวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ จึงเป็นหนทางที่จะช่วยป้องกันโรคและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้สูงอายุได้ครับ  

จากข้อมูลของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การติดเชื้อในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง จะมีอาการที่รุนแรง เสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ จึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดความเจ็บป่วย และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยได้อีกด้วยครับ

ปัจจุบันในหลายๆประเทศมีการสนับสนุนการป้องกันโรคโดยการให้วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุรวมถึงผู้ที่มีปัญหาโรคเรื้อรัง แต่ขณะเดียวกันในประเทศไทยยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุเพื่อป้องกันโรค ยังมีไม่สูงมากนัก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากตัวผู้สูงอายุเองรวมถึงญาติพี่น้องผู้ดูแล ยังไม่เห็นความสำคัญหรือไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุที่มากพอ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การได้รับวัคซีน ถือเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดโรค และลดความรุนแรงของโรค อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่ควรได้รับวัคซีน แต่ผู้สูงอายุก็มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเช่นกัน

มีการเปรียบเปรยกันว่า การลงทุนฉีดวัคซีน ถือว่าเป็นการลงทุนทางด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด รองลงมาจากการลงทุนให้มีน้ำสะอาดไว้ดื่ม ซึ่งโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงและรักษายาก เช่น โรคบาดทะยักในผู้สูงอายุ บางโรคทำให้อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างมาก เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ และปอดบวมในผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว ไปดูกันว่า วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ ที่จำเป็นมีอะไรบ้าง??

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกอายุ ซึ่งโดยทั่วไปการติดเชื้อไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยสามารถหายเองได้ภายใน 3 – 5 วัน แต่เมื่อโรคนี้มาเกิดในผู้สูงอายุ กลับพบว่า ผู้สูงอายุมีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สูงที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้

อุบัติการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่จะเพิ่มมากในช่วงฤดูฝน ดังนั้นการให้วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ และควรให้ในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดในแต่ละปี ซึ่งในประเทศไทยควรเริ่มให้วัคซีนก่อนช่วงฤดูฝน โดยฉีดทุกปีๆละ 1 ครั้ง แม้ว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่จะเป็นสายพันธุ์เดิมที่เคยฉีดไปก่อนหน้านี้ก็จำเป็นต้องฉีดทุกปีเช่นเดียวกัน

 และนอกจากผู้สูงอายุแล้ว ยังควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้สูงอายุได้ เมื่อตนเองเจ็บป่วยด้วยครับ

วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก

บาดทะยัก เป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้สูงอายุ และพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคบาดทะยักจะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่สูงอายุ โดยเมื่อเกิดบาดแผล ผู้สูงอายุจะมีโอกาสติดเชื้อบาดทะยักได้ง่าย ทำให้เกิดกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง  หายใจลำบาก และอาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคบาดทะยักส่วนใหญ่มักไม่มีประวัติรับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้รับวัคซีนบาดทะยักครั้งสุดท้ายนานกว่า 10 ปีมาแล้ว

ทั้งนี้พบว่าภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักมีแนวโน้มลดลงในช่วงอายุ 15 – 30 ปี ดังนั้นการให้วัคซีนทุก 10 ปีจึงช่วยให้การสร้างภูมิคุ้มกันดีขึ้นเมื่อสูงอายุได้ อีกทั้งยังสามารถลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดโรคบาดทะยักได้ด้วย

ส่วนโรคคอตีบ ปัจจุบันยังพบการระบาดของโรคนี้ในบางพื้นที่ของประเทศไทย  โดยมีรายงานถึงการเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ  โรคคอตีบที่รุนแรงทำให้หายใจลำบาก  และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน

โรคไอกรน เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการไอเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง รุนแรง เนื่องจากผู้สูงอายุอาจไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน หรือเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว แต่ภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนอาจลดลง ดังนั้นผู้สูงอายุควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก กระตุ้นทุก 10 ปี และฉีด 1 เข็ม หลังอายุ 60 ปี

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ

เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดโรคหลายอย่าง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ และผู้ป่วยที่ไม่มีม้าม อาจติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดได้ครับ

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เหมาะกับผู้ป่วยที่ตัดม้าม ผู้ป่วยตับวายหรือไตวาย ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้อาจพิจารณาตามความเหมาะสมโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวอายุระหว่าง 19 – 64 ปีที่มีโรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และผู้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

ก่อนหน้านี้ มีการศึกษาถึงความคุ้มทุน ของวัคซีนในการป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงพบว่าการใช้วัคซีนจะสามารถลดการติดเชื้อรุนแรงและมีความคุ้มทุนในการป้องกันโรคโดยใช้วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ ที่อายุมากกว่า 65 ปี โดยแนะนำให้ฉีด 1 ครั้ง ในช่วงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไปส่วนวัคซีน PCV-13 ซึ่งเป็นวัคซีนที่ตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีในผู้สูงอายุ แต่ระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงภายหลังการฉีดวัคซีนประมาณ 5 – 10 ปี ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

แนะนำว่า ผู้มีความเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 2 ชนิด เริ่มฉีดชนิด 13 สายพันธุ์ 1 เข็ม ตามด้วยชนิด 23 สายพันธุ์ โดยห่างกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ดังนั้น ผู้สูงอายุ ที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ควรฉีดวัคซีนแบบคอนจูเกต 1 เข็ม และแบบโพลีแซคคาไรด์กระตุ้นอีก 1 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์ แต่สำหรับผู้มีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต สูบบุหรี่ ฯลฯ สามารถฉีดได้ก่อนอายุ 65 ปี

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่เคยได้รับมาในอดีตซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายเรา วันดีคืนดีพอเราสุขภาพอ่อนแอ เชื้อก็จะกลับมาเป็นขึ้นใหม่ ซึ่งการกลับมาเป็นซ้ำในผู้สูงอายุจะมีอาการอักเสบของเส้นประสาททำให้มีอาการปวดที่รุนแรงและเรื้อรัง

งูสวัด มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท ก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนเรื้อรัง แม้ไม่มีรอยโรคแล้ว นอกจากนี้ ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตาอักเสบ ตาบอด หูอักเสบ หูหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และปอดอักเสบ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้

เพราะฉะนั้น แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีไป ฉีดวัคซีนนี้เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคงูสวัด และช่วยลดความรุนแรงของอาการงูสวัดได้ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด 1 เข็ม เพียงครั้งเดียว

ทั้งนี้คนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคงูสวัดได้ และยิ่งอายุมากขึ้นก็มีโอกาสเป็นได้มาก เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายที่ลดลง โดยอุบัติการณ์การเกิดงูสวัดจะพบประมาณ 30% ในประชากรทั่วไป และจะเพิ่มถึง 50% ในผู้ที่มีอายุ 85 ปี

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี

ตับอักเสบบีเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อตับ ซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีสามารถป้องกันโรคตับอักเสบบีและอันตรายต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการติดเชื้อตับอักเสบบีได้ รวมถึงมะเร็งตับและตับแข็ง นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกไต รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อยๆ ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้เป็นโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

ดังนั้นผู้สูงอายุที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีควรได้รับการฉีดวัคนี้ซีน ในกรณีบุคคลที่เกิดภายหลังปี พ.ศ.2535 มีความประสงค์จะฉีดวัคซีน โดยที่ไม่แน่ใจ หรือ ไม่ทราบประวัติการรับวัคซีนที่ชัดเจน ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม แล้วตรวจ AntiHBs antibody ภายหลังการฉีดวัคซีน 2 – 4 สัปดาห์ หากพบว่าระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า 10 IU/ml แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก

แม้วัคซีนจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่ต้องการฉีดวัคซีนควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการฉีด เพื่อรับการตรวจร่างกายเบื้องต้น พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และข้อห้ามของวัคซีนแต่ละตัว เพื่อให้ได้รับประโยชน์และความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีนอย่างแท้จริง      

ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ต้องไปรับวัคซีน ควรมีการเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะขอคำปรึกษาจากแพทย์ว่าควรฉีดวัคซีนอะไร เมื่อพิจารณาจากประวัติด้านสุขภาพ อาการแพ้ และโรคประจำตัวรวมถึงต้องพิจารณาผลข้างเคียงเมื่อรับวัคซีนไปแล้วด้วยครับ

ดังนั้นการได้รับวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ ที่จำเป็นอย่างเหมาะสม นับเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ที่จะช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการเกิดโรค ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดียืนยาวต่อไปได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

–  

–  

บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top