สวัสดีครับ…จากครั้งที่แล้วที่เอลเดอร์ได้แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ ภาวะโภชนาการต่ำในผู้สูงอายุ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปของระบบต่างๆในร่างกายตามอายุ การรับประทานอาหารที่มีโภชนาการไม่เหมาะสมและผลกระทบจากโรคประจำตัว ดังนั้นในวันนี้เอลเดอร์จะขอนำเสนออีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลโภชนาการของผู้สูงอายุ คือ ผลของการใช้ยาบางประเภทที่รบกวนการดูดซึมสารอาหารที่ลำไส้ อันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของภาวะขาดสารอาหารในผู้สูงอายุที่น้อยคนจะคำนึงถึง

ผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่มักพบว่ามีปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัวมากกว่า 1 ชนิด โดยมีการศึกษาโรคประจำตัวของผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 33.62 เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงในเลือดสูง ร้อยละ 15.03 เป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 19.05 เป็นโรคเก๊าท์และโรครูมาตอยด์ และร้อยละ 4.83 เป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอาการเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคไขข้ออักเสบและโรคกระดูกพรุน เป็นต้น ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาร่วมกันมากกว่า 1 ประเภท และส่วนมากต้องรับประทานยาในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานานจากปัจจัยดังกล่าว โดยปกติแล้วแพทย์จะสอบถามโรคประจำตัวและยาที่ผู้สูงอายุใช้ก่อนจ่ายยาชนิดใหม่ เนื่องจากการรับประทานยาเข้าไปพร้อมกันอาจทำให้ยาเกิดการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างกัน ซึ่งอาจส่งเสียโดยการไปผลลดการออกฤทธิ์ของยาหลังทำปฏิกิริยา หรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเคมีของยา แล้วเกิดเป็นสารที่ระคายเคืองหรือยับยั้งการทำงานของอวัยวะต่างๆ
โดยมีการศึกษาพบว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียจากการใช้ยาร่วมกัน ดังนี้
– ร้อยละ 13 เมื่อผู้ป่วยที่ใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิด
– ร้อยละ 58 เมื่อผู้ป่วยที่ใช้ยาร่วมกัน 5 ชนิด
– ร้อยละ 82 เมื่อผู้ป่วยที่ใช้ยาร่วมกันมากกว่า 7 ชนิด

ดังนั้นยิ่งมีการใช้ยาร่วมกันหลายชนิดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาร่วมกันมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าระบบทางเดินอาหารมักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ตั้งแต่กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่สัมผัสกับอาหารโดยตรงและสัมผัสเวลานาน ดังนั้นการใช้ยาร่วมกันควรได้รับคำปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ตาม กลับพบว่าผู้สูงอายุบางกลุ่มเลือกที่จะซื้อยารับประทานเอง โดยขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องปฏิสัมพันธ์ของยา (drug interaction) ที่อาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดีในการรักษา น้องเอลเดอร์จึงขอยกตัวอย่างยาที่มีปฏิกิริยาต่อยาด้วยกันเองและส่งผลรบกวนการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารที่ร่างการมีความจำเป็นต้องได้รับ อันเป็นสาเหตุของภาวะขาดสารอาหารในผู้สูงอายุ
1. ยาแก้ปวด

กลุ่มยาแก้ปวดเป็นยาที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น แอสไพริน (aspirin) เนื่องจากมีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบ เช่น ลดอาการปวด บวม แดง ร้อนและลดไข้ นอกจากนอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงถูกใช้ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน และเส้นเลือดที่ขาอุดตัน เป็นต้น
ผลข้างเคียงของยาแก้ปวด เป็นที่ทราบโดยทั่วไปคืออาการระคายเคืองทางเดินอาหารและอาจทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ยังลดการดูดซึมของธาตุอาหารบริเวณลำไส้ เช่น Folic acid วิตามิน C, K และเหล็ก
2. ยาลดกรด

ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร Hydroxide มีฤทธิ์ในการรักษาและป้องกัน แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงอาการจุกเสียดหน้าอกเนื่องจากโรคกระเพาะ ซึ่งไม่ควรรับประทานยาลดกรดพร้อมกับยาชนิดอื่นภายใน 2-4 ชั่วโมง เพราะอาจดูดซึมฤทธิ์ยาตัวอื่นจนทำให้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งยังลดการดูดซึมสารอาหาร เช่น
– Aluminum hydroxide ลดการดูดซึมฟอสเฟต
– Sodium bicarbonate ลดการดูดซึม Folic acid
3. ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ

ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการผิดปกติของร่วงกาย โดยไม่สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบได้ดังที่หลายๆท่านเข้าใจผิด นอกจากอันตรายจากการดื้อยาแล้ว การใช้ยา ยังมีผลปฏิกิริยาต่อยาด้วยกันเอง และอาจเป็นสาเหตุของภาวะโชนาการต่ำได้ เช่น
– Penicillin ทำให้การรับรสเปลี่ยนไปและทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร
– Cephalosporin ลดการดูดซึมวิตามิน K
– Rifampin ลดการดูดซึมวิตามิน B6, D และ Niacin
3. ยาลดความดันโลหิต

ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง มีหลายกลุ่ม ออกฤทธิ์ต่างๆ กันไป เช่น ยาขับปัสสาวะยาชะลอการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ยาขยายหลอดเลือดทำให้รูของหลอดเลือดกว้างขึ้น เลือดจึงไหลได้ดีขึ้นและมีแรงดันน้อยลง แต่มีการศึกษาพบว่ายาลดความดันโลหิตบางชนิดทำปฏิกิริยากับยาตัวอื่นแล้วส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เช่น
– Labetelol ทำให้การรับรสเปลี่ยนไปและทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร
– Methyldopa ลดการดูดซึมวิตามิน B12, เหล็ก และ Folic acid
– Thiazides ลดการดูดซึมแร่ธาตุ ได้แก่ โปแตสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี
4. ยาระบาย

ยาระบายใช้เพื่อรักษาอาการท้องผูก โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของลำไส้ หรืออาจเพิ่มความอ่อนนุ่มให้อุจจาระ ทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้สะดวกและง่ายต่อการขับถ่าย แต่การใช้ยาระบายสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานอยู่ในขณะนั้นได้ เช่น การใช้ Mineral oil ที่มีการศึกษาพบว่ามีผลลดการดูดซึมของวิตามิน A,D,E,K และสารแคโรทีน

ดังนั้นการใช้ยาร่วมกันหลายชนิดในผู้สูงอายุควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการได้รับผลข้างเคียงจากการทำปฏิกิริยากันของยา ลดการรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหารและป้องกันภาวะขาดสารอาหารในผู้สูงอายุ โดยควรทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เน้นบริโภคอาหารที่ให้แคลอรี่และโปรตีนสูง การรับประทานอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ และการออกกำลังกายด้วยวิธีที่ที่เหมาะสมกับสุขภาพตามช่วงวัย
ข้อมูลอ้างอิง