หากพูดถึงศาสตร์ที่เป็นภูมิปัญญามายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ คงหนีไม่พ้นการบำบัดด้วยกลิ่นนะครับ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ภูมิปัญญาของทางบ้านเราเท่านั้น เรียกว่า “สุคนธบำบัด” หลายคนคงนึกไม่ออก แต่ถ้าพูดว่า “Aromatherapy” เชื่อแน่ว่าต้องร้องอ๋อใช่ไหมล่ะครับ เรารู้จักเจ้าอโรมานี้ช่วยในเรื่องทำให้ผ่อนคลาย แต่จริง ๆ แล้ว ศาสตร์นี้สามารถบำบัดรักษาโรคได้เหมือนกับแพทย์ทางเลือกศาสตร์อื่น ๆ ด้วยครับ ถ้าใครเป็นสายนี้อยู่แล้ว เอลเดอร์รับรองเลยว่าต้องถูกใจแน่ ๆ
Aromatherapy คืออะไร
Aromatherapy หรือ สุคนธบำบัด หมายถึงการบำบัดรักษาโรคด้วยกลิ่นหอมนั่นเองครับ เราอาจจะคุ้นเคยกับ Aromatherapy ใช้ในการนวดน้ำมัน รู้หรือไม่ว่าการนำกลิ่นหอมมานวดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย ในการแพทย์สาขาอายุรเวท ซึ่งเป็นการแพทย์โบราณของอินเดีย โดยการนำกลิ่นหอมมาผสมกับน้ำมันหรือไขมันสัตว์ต่าง ๆ แต่คำว่า Aromatherapy เกิดขึ้นจากนักเคมีชาวฝรั่งเศส Rene Maurice Gattefosse ได้ค้นพบคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อของน้ำมันลาเวนเดอร์โดยบังเอิญ โดยองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในสุคนธบำบัดคือน้ำมันหอมระเหย (essential oil) และต้องเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดมาจากพืชเท่านั้นด้วยครับ สิ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ คือ หากเราได้รับน้ำมันหอมระเหยผ่านทางผิวหนังจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ และสามารถถูกขับออกมาเช่นเดียวกับโมเลกุลยาอีกด้วย
ตามหลักสรีรศาสตร์ มนุษย์สามารถรับกลิ่นซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูก เมื่อกลิ่นต่าง ๆ ผ่านกระเปาะรับกลิ่นที่ต่อกับสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความจำ ดังนั้นน้ำมันหอมระเหยจึงสามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสมดุลกัน โดยปกติเวลาหายใจเข้าออก เลือดจะมีการดูดซับออกซิเจนเข้าไป เปลี่ยนสภาพและสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกาย หากสูดอากาศที่ไม่บริสุทธิ์อย่างมลภาวะ ก็จะมีผลต่อระบบประสาท อารมณ์ ความทรงจำที่แปรปรวน แต่ในทางตรงกันข้าม หากเป็นกลิ่นหอมที่สกัดจากสารธรรมชาติ ก็จะสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ได้
น้ำมันหอมระเหย กับ Aromatherapy ต่างกันไหม
เรามักจะเห็นน้ำมันหอมระเหยแพ็คคู่มาพร้อมกับ Aromatherapy อยู่เสมอนะครับ นั่นเป็นเพราะทั้งสองอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน โดยน้ำมันหอมระเหยคือการสกัดสารจากพืชสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสกัดจากส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช ซึ่งวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการสกัดคือ การกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สารเคมีเป็นตัวทำละลายหลังจากการสกัดน้ำมันหอมระเหยที่ได้จะถูกนำมาสังเคราะห์ เพื่อกลั่นแยกหาสารต่าง ๆ ที่มีกลิ่นหอม สารเหล่านี้ก็ได้ผสมผสานขึ้นมาใหม่จนเกิดเป็น Aromatherapy ใช้ในการบำบัดโรคผ่านน้ำมันหอมระเหยและการนวด
การใช้น้ำมันหอมระเหยสำหรับ Aromatherapy
ปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยมีมากกว่า 60 – 70 ชนิด ซึ่งเราได้นำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่นิยมกันมีทั้งหมด 6 วิธี ดังนี้
1. การนวด (Massage)
เป็นวิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุด เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยจะซึมผ่านผิวหนังด้วยการนวด จะไปช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ ระบบประสาทสัมผัสรับกลิ่น ปรับอารมณ์ให้รู้สึกสบาย ลดอาการปวดเมื่อยตามตัว ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกันด้วยครับ
2. การประคบ (Compress)
เป็นการนำผ้าสะอาดไปชุบกับน้ำที่ผสมน้ำมันหอมระเหยและประคบตามจุดต่าง ๆ เช่น ศีรษะ รอยฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ยกเว้นบริเวณตา ใช่เวลาประคบประมาณ 20 – 30 นาที จากนั้นก้มหน้าไปอังเพื่อสูดดมกลิ่นหอม สามารถใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอย่างหวัดหรือไซนัส
3. การอาบ (Bath)
เป็นวิธีง่าย ๆ โดยผสมน้ำอุ่นและหยดน้ำมันหอมระเหยสัก 6 – 8 หยด ลงแช่ทั้งตัว 20 นาที ไอระเหยจากน้ำอุ่นจะซึมผ่านทางผิวหนังช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น
4. การใช้เตาระเหย (fragrancers)
คือการนำน้ำมันหอมระเหยมาหยดในน้ำที่อยู่ในฝาหรือถ้วยเหนือเตา ใช้ความร้อนทำให้เกิดไอระเหยและส่งกลิ่นหอม ช่วยสร้างบรรยากาศและบำบัดอาการเกี่ยวกับอารมณ์และจิตใจตามคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด

5. การสูดดม (Inhalation)
การนำน้ำมันหอมระเหยมาเจือจางแล้วหยดบนผ้าเช็ดหน้าหรือผสมกับน้ำอุ่นในชามแล้วก้มลงเพื่อสูดดมประมาณ 2 – 3 นาที
6. การจุดเทียนหอม (Scented candles)
การผสมน้ำมันหอมระเหยลงในเทียน เมื่อเวลาจุดเทียนจะได้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหย บางครั้งก็มีการใส่บุหงาหรือกลีบดอกไม้แห้งลงไปด้วย
ประเภทของกลิ่นอโรมา
เราสามารถแบ่งประเภทของกลิ่นอโรมาได้ทั้งหมด 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลิ่นออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย (Stimulating)
– ยูคาลิปตัส บรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ บรรเทาการนอนกรน
– สะระแหน่ ลดความเครียด ทำให้สดชื่น บรรเทาอาการคัน อักเสบ ช่วยระบบหายใจโล่ง และยังช่วยเรื่องย่อยอาหาร
– คาโมมายล์ (Chamomile) บรรเทาอาการนอนไม่หลับที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งนอนแล้วตื่นกลางดึกหรือตื่นเช้าเกินไป
– จูปิเตอร์ เบอร์รี่ (Juniper berry) ผู้สูงอายุที่มีอาการปวดตามข้อและเป็นโรคเกาต์ ตัวนี้แนะนำเลยครับ มีคุณสมบัติในการระงับปวดได้อย่างดีเยี่ยม
– อบเชย ช่วยในเรื่องความดันโลหิตต่ำ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดประจำเดือน
2. กลิ่นออกฤทธิให้สดชื่น (Refreshing)
– มะนาว ผ่อนคลายความเครียด ลดอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
– เบอร์กาม็อต หรือ มะกรูดเทศ (Bergamot) อาการอ่อนเพลียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ น้ำมันตัวนี้จะมีกลิ่นที่สดชื่น ช่วยให้ร่างกายกลับมามีแรงขึ้นอีกครั้ง
– ส้ม ผ่อนคลายความเครียด ลดอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
3. กลิ่นออกฤทธิ์ให้ผ่อนคลาย (Relaxing)
– ลาเวนเดอร์ บรรเทาเมาค้าง หลอดลมอักเสบ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง คลายความปวดเมื่อย ลดความเครียด
– มะลิ บรรเทาอารมณ์ท้อแท้ หดหู่ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ สำหรับวัยหมดประจำเดือน
– วนิลา บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ลดอาการเครียด คลายกังวล หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
– กุหลาบ บรรเทาอาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ ผ่อนคลายความเครียด
ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย
ในการใช้น้ำมันหอมระเหย แม้ว่าจะใช้ง่ายแต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ควรรู้เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายภายหลัง ดังนี้
1. ควรเจือจางน้ำมันหอมระเหยด้วย carrier oil หรือ based oil (น้ำมันตัวพา คือน้ำมันพืชที่มีสรรพคุณในการบำรุงผิว) ก่อนใช้ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นอาจทำให้ระคายเคืองได้ และไม่ควรให้น้ำมันหอมระเหยสัมผัสบริเวณรอบดวงตาและผิวที่อ่อนบาง
2. ผู้ที่เป็นโรคลมชัก ความดันโลหิตสูง หอบหืด ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันโรสแมรีและน้ำมันเสจ (sage oil) เพราะอาจทำให้โรคกำเริบขึ้นได้
3. ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหย ควรทดสอบอาการแพ้ โดยการนำมาเจือจางและทาที่หลังมือหรือดมเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบ สังเกตปฏิกิริยา หากแพ้ จะมีอาการคัดจมูกมาขึ้น หรือมีผื่นบริเวณที่ทา จึงควรที่จะหยุดใช้กลิ่นนั้น
เราก็ได้ทราบกันแล้วว่าประโยชน์ของกลิ่นหอมมีมากมายเลยครับ แต่ข้อควรระวังก็มีเหมือนกัน
ดังนั้นหากใครคิดที่จะลองใช้แนะนำให้ศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนใช้ รวมถึงการทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัย กันไว้ก่อนนะครับ
ข้อมูลอ้างอิง
– https://www.doctor.or.th/article/detail/1516
– https://wb.md/38M7vWv
–
–