สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สังคมที่มีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าประชากรเด็ก ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดว่าจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) จากข้อมูลสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่าสถิติผู้สูงอายุในเมืองไทย ปี พ.ศ. 2561 มีจำนวนถึง 10,666,803 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66,413,979 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด แน่นอนว่าจะมีการเพิ่มจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับสังคมนี้อย่างไร เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะของร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ที่พร้อมต่อการดำรงชีวิตและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด
อาหารและโภชนาการเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุไม่น้อยเลยทีเดียว ถือว่ามีผลลัพธ์โดยตรงต่อสุขภาพและจิตใจของผู้สูงอายุ อาหารทำหน้าที่ดูแลระบบการทำงานทั้งหมดของร่างกาย อาหารดี มีคุณภาพและรับประทานให้เหมาะสมกับวัยและโรค ก็มีส่วนช่วยให้สังคมผู้สูงอายุเป็นสังคมที่น่าอยู่ สำหรับโภชนาการในผู้สูงอายุต้องมีการดูแลเป็นพิเศษแต่ไม่ได้ยากเกินไปที่ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลจะสามารถทำได้ การที่ผู้สูงอายุได้รับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ เน้นอาหารที่มีกากใยก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้แก่ โรคความจำเสื่อม ความดัน โลหิตจาง โรคข้อ ความดันเลือดสูง เบาหวาน กระดูกพรุน เป็นต้น
สารอาหาร 7 ชนิดใกล้ตัว ที่มีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงหรือบำบัดโรคในผู้ป่วยสูงอายุ มีดังนี้
1. โปรตีน ผู้สูงอายุต้องการโปรตีนเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบและรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การที่มวลกล้ามเนื้อลดลงทำให้กิจกรรมของร่างกายลดลงตาม ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะของโรคอัลไซเมอร์ในอนาคต ทั้งนี้ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน แหล่งโปรตีนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อไก่ (ไม่ติดมัน) ไข่ นมถั่วเหลือง เต้าหู้ เป็นต้น
2. ไขมัน ผู้สูงอายุต้องการไขมันในปริมาณที่ต่ำ แต่ก็ขาดไม่ได้เนื่องจากไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่ดีช่วยให้ความอบอุ่นแก่ผู้สูงอายุและช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำมัน ได้แก่ เอ ดี อี เค จึงควรได้รับไขมันจากแหล่งที่ดี เช่น อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันพืชที่เป็นชนิดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน เนื้อปลามีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาช่อน ปลากระพง ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจ ไข่เป็นแหล่งสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดและมีราคาถูก สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงควรรับประทานไม่เกิน 3-4 ฟอง/สัปดาห์ นมเป็นอีกหนึ่งแหล่งไขมันที่ใกล้ตัวผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว
แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงควรเลือกดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมถั่วเหลือง ส่วนแหล่งไขมันที่ให้พลังงานสูงที่ควรเลี่ยง เช่น กะทิ หนังสัตว์ เนย น้ำมันพืช เพราะจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและหัวใจต่ำลง รวมถึงมีผลทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อหลังรับประทานอาหาร ซึ่งเราจะพบได้บ่อยมากเมื่อผู้สูงอายุรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ไม่นานจะมีอาการจุก เสียด แน่นท้อง หน้าอกและหลัง จนต้องทานยาขับลมหรือยาธาตุน้ำแดงเป็นประจำ
3. คาร์โบไฮเดรต สารอาหารหลักที่เป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ ข้าว แป้ง เผือก มัน แต่สำหรับผู้สูงอายุ การใช้กล้ามเนื้อลดลงร่างกายจึงต้องการพลังงานลดลงตาม ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานอาหารในกลุ่มนี้แต่พอดี หากรับประทานมากจนเกินไปส่วนเกินที่ไม่ถูกนำไปใช้จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด ข้อเข่าเสื่อมและควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ข้าวกล้อง ลูกเดือย
4. เส้นใย แหล่งเส้นใยที่ดีต่อผู้สูงอายุ ได้แก่ ผัก ผลไม้และถั่วเปลือกแข็ง เนื่องจากผู้สูงอายุมักประสบกับปัญหาท้องผูกเป็นประจำ เส้นใยจะช่วยเพิ่มมวลและความนิ่มของอุจจาระ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
5. วิตามิน วิตามินที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุ ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี ซี และบี 12 วิตามินมีส่วนช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก แคลเซียม บำรุงสายตา การเติบโตของเนื้อเยื่อ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การสร้างเม็ดเลือดแดง ลดภาวะความจำเสื่อม แหล่งอาหารที่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุ เช่น พริกหวาน มะละกอ มะม่วง สตรอว์เบอรี ส้ม ปลา นม ไข่ เนื้อไก่ เห็ด ธัญพืช ถั่ว งา และ อะโวคาโด เป็นต้น
6. แร่ธาตุ มีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของกระดูกและผิวหนัง แร่ธาตุที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุ ได้แก่ แคลเซียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ส่วนสังกะสีมีความจำเป็นต่อระบบการทำงานของร่างกายและผิวหนัง แหล่งแร่ธาตุที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ได้แก่ นม เต้าหู้ เมล็ดงา ปลาเล็กปลาน้อย และปลากระป๋อง
7. น้ำ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเป็นสารอาหารประเภทที่ไม่ให้พลังงานและเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบการย่อยอาหาร โดยทำหน้าที่พาสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกายและช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ผู้สูงอายุควรได้รับน้ำไม่ต่ำกว่า 6-8 แก้ว/วัน เพื่อป้องกันภาวการณ์ขาดน้ำ ทั้งนี้ภาวการณ์ขาดน้ำในผู้สูงอายุ มีสาเหตุมาจากมวลกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ความกระหายน้ำลดลง ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม ระบบปัสสาวะผิดปกติ ไตวาย หัวใจล้มเหลว เป็นต้น
โรค อาหาร และโภชนาการ เป็นเรื่องที่มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่โดยตรงของผู้สูงอายุ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ การจัดเมนูอาหารให้มีสารอาหารเพียงพอและเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกายและภาวะการเจ็บป่วยในผู้สูงอายุ จะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งต่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล ดังสำนวนที่ว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น (You are what you eat)”
อ้างอิง
1. กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (2563). ข้อมูลสถิติจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทย ปี 2561 ด้วยระบบ POWER BI / PDF. 3 ธันวาคม 2563. จาก http://www.dop.go.th/th/know/1/153
2. กรมอนามัย (2563). ห่วงผู้สูงอายุดื่มน้ำน้อยกว่า 8 แก้วต่อวัน เสี่ยงเกิดภาวะขาดน้ำ. 3 ธันวาคม 2563. จาก https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/news280763/
3. กลุ่มงานโภชนวิทยา (2563). อาหารสำหรับผู้สูงอายุ. 4 ธันวาคม 2563. จาก http://110.164.68.234/nutrition/index.php?option =com_content&view=article&id=8:2012-06-23-09-54-15&catid=10
4. เนสท์เล่ ประเทศไทย (2563). มวลกล้ามเนื้อกับอัลไซเมอร์. 3 ธันวาคม 2563. จาก https://www.nestlehealthscience-th.com/health-management/aging/alzheimer
5. เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (2563). อาหารสำหรับผู้สูงอายุทั่วไป. 4 ธันวาคม 2563. จาก https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge _ article/knowledge _ healthy_3_003.html
6. Kinrehab (2563).อาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ. 6 ธันวาคม 2563. จาก https://kinrehab.com/news/view/77