ไม่ว่าจะฤดูฝนหรือฤดูหนาว ทำให้ยอดคนป่วยด้วยโรคที่มาจากอากาศชื้นและหนาวเย็นเพิ่มจำนวนสูงขึ้น นอกจากโรคไข้หวัดซึ่งถือเป็นโรคยอดฮิตประจำฤดูกาลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่หากใครได้เป็นขึ้นมา เรียกได้ว่าไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยล่ะครับ นั่นคือ “โรคหลอดลมอักเสบ” ที่สามารถเกิดได้กับคนทุกช่วงวัย และนำไปสู่อาการที่รุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เอลเดอร์จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโรคนี้และวิธีการดูแลตัวเองกันครับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปกันเลยครับ
ทำไมต้องกังวลหากผู้สูงอายุเป็นหลอดลมอักเสบ
เมื่ออายุมากขึ้น สรีระในทางเดินหายใจจะมีการเปลี่ยนแปลงครับ นั่นคือ ปริมาตรความจุของปอดจะลดลง ความยืดหยุ่นของเนื้อปอดและหลอดลมก็จะลดลงไปด้วย ดังนั้น เมื่อผู้สูงอายุป่วยมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำไปคั่งที่ในปอด และอาจจะลามไปเป็นปอดอักเสบได้นั่นเองครับ
โรคหลอดลมอักเสบคืออะไร
เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อปุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำลมหรืออากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม นำมาซึ่งอาการต่าง ๆ ทางระบบทางเดินหายใจ โดยเกิดขึ้นได้ 2 ชนิด ดังนี้
1. โรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบได้บ่อย ทุกเพศ ทุกวัย มักพบหลังจากเป็นโรคไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือภาวะการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนต้น รวมถึงในผู้ที่สูบบุหรี่หรือการสัมผัสถูกสิ่งระคายเคือง และมักจะหายได้เอง โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงครับ ซึ่งสาเหตุโดยมากกว่า 90% เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ อย่าง corona virus, influenza virus, respiratory syncytial virus (RSV) และติดต่อแบบเดียวกับไข้หวัด จะมีเพียง 10% ทีอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Mycoplasma pneumonia, Streptococcus pneumonia โดยจะมีอาการไอบ่อย ในระยะแรกจะไอแห้ง ๆ แล้วต่อมาจะเริ่มมีเสมหะ ซึ่งจะกินระยะเวลาอยู่นาน 1-3 สัปดาห์ บางรายในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้นอนไม่พอ
2. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นโรคที่เกิดจากเยื่อหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือมีการสัมผัสมลภาวะ เช่น ฝุ่น ควัน หรือสารระเหยก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้ได้ครับ โดยโรคนี้จะทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Streptococcus pneumonia Hemophilus influenzae ได้ง่าย อาการมักจะเป็น ๆ หาย ๆ โดยจะมีอาการไอ มีเสมหะมากกว่า 3 เดือน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย
อาการของหลอดลมอักเสบ
ทั้งหลอดลมอักเสบเฉียบพลันและหลอดลมอักเสบเรื้อรังจะมีอาการที่สำคัญ ดังนี้
– ไอ ถือได้ว่าเป็นอาการสำคัญของโรคนี้เลยครับ บางคนอาจจะมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
– มีเสมหะ อาจจะมีทั้งสีขาวและสีเขียวเหลือง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค และอาจมีเลือดปน
– หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด
– ไข้ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ บางคนอาจจะมีไข้ต่ำ ๆ (38.3 – 38.8 องศาเซลเซียส)
การรักษาหลอดลมอักเสบ
โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันมักหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยการ
– พักผ่อนให้มากขึ้น และดื่มน้ำอุ่นให้มาก ๆ (วันละ 10 – 15 แก้ว) เพื่อขับเสมหะได้ง่ายขึ้น
– หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ รวมถึงสิ่งระคายเคืองหรือสิ่งที่กระตุ้นให้ไอ เช่น ความเย็น น้ำเย็น ของทอด ฝุ่น ควัน เป็นต้น
– ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้จะช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น
– ใช้ยาปฏิชีวนะ โดยมากหากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะมักให้ผลที่ไม่ดีนัก แต่หากติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา
– หลีกเลี่ยงอากาศที่เย็นและแห้ง ซึ่งจะทำให้ไอมากขึ้น โดยเฉพาะการสัมผัสกับเครื่องปรับอากาศ พัดลมเป่า หรือการดื่มและอาบน้ำเย็น เนื่องจากอากาศเย็นสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานการติดเชื้อลดลง
– สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ เช่น ห่มผ้า หรือใส่ถุงเท้าขณะนอน
– ควรหาสาเหตุที่ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ เนื่องจากถ้าหากเรามีภูมิต้านทานโรคที่ดี ก็มักจะไม่เป็นหลอดลมอักเสบครับ แต่ถ้าเมื่อใดที่เป็น แสดงว่าร่างกายกำลังมีภูมิต้านทานโรคที่ต่ำนั่นเองครับ
แพทย์ทางเลือกกับสมุนไพรรักษาหลอดลมอักเสบ
นอกจากยาปฏิชีวนะที่รักษาหลอดลมอักเสบได้ดีแล้วนั้น ปัจจุบันยังมีการรักษาอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นคือ การรักษาด้วยสมุนไพร ที่รักษาอาการได้ดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะใช้ระยะเวลาที่นานกว่า แต่ในเรื่องความปลอดภัยหากใช้ในระยะยาวนั้นก็มีมากกว่าด้วยครับ สมุนไพรแนะนำที่มีสรรพคุณรักษาหลอดลมอักเสบ ได้แก่
1. ใบไธม์ (Thyme) ถ้าบ้านไหนชอบทำอาหารฝรั่ง รับรองว่าต้องมีติดบ้านแน่ๆ ครับ รู้ไหมครับว่า ในยาแก้ไอมักมีใบไธม์และไอวี่เป็นส่วนผสม ช่วยบรรเทาอาการไอ เนื่องจากในใบไธม์มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่
วิธีการใช้ ชงชาจากใบไธม์ โดยใช้ใบไธม์ 2 ช้อนชา แช่ในน้ำร้อน ก่อนนำมาดื่มวันละ 2 ครั้ง
2. หนุมานประสานกาย มีสรรพคุณที่ขึ้นชื่อในตำรับยาไทย ถูกบันทึกว่าใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ด ขมฝาดเล็กน้อย แก้เจ็บคอ คออักเสบ ซึ่งในใบมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า สารซาโปนินมีฤทธิ์ขยายหลอดลม ช่วยอาการหลอดลมอักเสบ
วิธีใช้
– สามารถนำใบสดมาล้างน้ำให้สะอาด เคี้ยวครั้งละ 2 ใบ กลืนน้ำจนกว่ากากยาจะจืดจึงคายทิ้ง หรือกลืนลงไปเลยก็ได้ครับ เคี้ยววันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น
– เพื่อให้กินง่ายขึ้น ให้ใช้ใบแห้ง 1-3 ใบ ชงน้ำดื่มแทนชา หากต้มใช้ประมาณ 7-8 ใบ ต้มกับน้ำ 4 แก้ว ปล่อยให้เดือดเล็กน้อย จนน้ำงวดลงครึ่งหนึ่ง แบ่งกินวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น
3. หัวหอมแดง มีสารชื่อว่า ไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ง่ายต่อการดูดซึมและนำไปใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำสารดังกล่าวมาใช้สกัดเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืด โดยเฉพาะกลิ่นของหอมแดง ประกอบด้วยสารจำพวกกำมะถัน ซึ่งคนโบราณนิยมนำมาทุบแล้วดมเพื่อบรรเทาอาการหวัด ทำให้จมูกโล่ง ขยายหลอดลม
วิธีใช้ เตรียมหอมแดงสด 1 ขีด ขิงสด 1 ขีด กระเทียมสด 1 ขีด นำมาปอกเปลือกแล้วล้างน้ำสะอาด จากนั้นใส่น้ำ 1 แก้วและปั่นให้ละเอียด แล้วจึงนำมากรองเอาเฉพาะน้ำ อาจจะใส่น้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวเพื่อให้กินง่ายขึ้น โดยกินครั้งละ 2 ครั้ง ก่อนนอน นานติดต่อกัน 1 สัปดาห์ และสามารถกินได้เรื่อยๆ จนอาการหายไปได้ครับ
วิธีป้องกัน
ผู้สูงอายุไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงเท่ากับหนุ่มสาว จึงควรดูแลตัวเองให้มากเป็นพิเศษนะครับ เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วย ความรุนแรงของโรคอาจจะรุนแรงกว่าคนช่วงวัยอื่น ๆ ดังนั้นจึงควรดูแลตัวเอง ดังนี้
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. การกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการกินผัก ผลไม้เพื่อสร้างภูมิต้านทาน
3. ออกกำลังกายวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
4. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายต่ำ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด สัมผัสสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ
ตอนนี้เราก็พอจะรู้จักเจ้าโรคหลอดลมอักเสบกันแล้ว ดังนั้น ยิ่งช่วงหน้าฝนอย่างตอนนี้ ก็ยิ่งอย่าลืมต้องดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม กินอาหารที่มีประโยชน์ เท่านี้เราก็จะสามารถห่างไกลจากโรคแล้วครับ
ข้อมูลอ้างอิง
–
–
– https://mayocl.in/3534Bdc
– ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ จาก ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
–