เพราะ “ดวงตา” คืออวัยวะสำคัญของมนุษย์ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ แต่หากวันหนึ่งดวงตาของคุณเกิดมีปัญหา ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อีกเลย จะเกิดอะไรขึ้น?
โรคตา เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น อายุ พันธุกรรม การติดเชื้อทางสายตา รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ แต่วัยที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตามากที่สุด ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการใช้ชีวิตและการมองเห็นมากที่สุดก็คือ ผู้สูงอายุ นั่นเองครับ

ในประเทศแถบยุโรป มีการออกกฎหมายบังคับให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องใส่แว่นกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือโรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อกระจก ต้อลม ต้อหิน เป็นต้น ซึ่งผลจากกฎหมายบังคับข้อนี้ ช่วยลดจำนวนผู้สูงอายุที่จะเกิดโรคทางสายตาลงไปได้เยอะมากครับ
ปัญหาสุขภาพดวงตา ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของไทยและของโลก โดยสถานการณ์สาธารณสุขทางตาทั่วโลกเมื่อปี 2558 พบว่า
- 36 ล้านคน ตาบอด
- 253 ล้านคน เป็นผู้ป่วยสายตาพิการ
- 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้สายตาพิการเป็นคนอายุ 50 ปีขึ้นไป
- 1.1 พันล้านคน สายตาสั้น
- 1.1 พันล้านคน กำลังมีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพตา
- ทุก 5 วินาที มีคนตาบอดเพิ่มขึ้น 1 คน
- ทุกนาที มีเด็กตาบอดเพิ่มขึ้น 1 คน
นอกจากนี้ ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอด และสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบปัญหา 4 อันดับแรก ได้แก่ โรคต้อกระจก 69.7% รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา 13.2% รวมถึงโรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา 4% ตามลำดับ
“ต้อกระจก” สาเหตุตามัว (ตาบอด) ในผู้สูงอายุ

ที่มาของภาพ : https://mayocl.in/2G8vnqJ
โรคต้อกระจก เป็นปัญหาสาธารณสุขทางตาอันดับ 1 ของประเทศไทยครับ โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยต้อกระจกรายใหม่เกิดขึ้น 60,000 คน ขณะที่ยังมีผู้ป่วยรายเก่าสะสม รอรับการผ่าตัดรักษาอีกกว่า 100,000 คน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้มีคนตาบอดจากโรคต้อกระจกเพิ่มขึ้นมากถึง 40,000 รายเลยทีเดียว
ต้อกระจก (Cataracts) คือ เลนส์แก้วตาที่โดยปกติจะใส ลำแสงจะต้องผ่านเลนส์แก้วตา เพื่อไปตกบนจอตา (ส่วนหลังของลูกตา) เกิดเป็นภาพที่เรามองเห็น แต่เมื่อเลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านไปถึงจอตาและจุดรับภาพได้ จึงทำให้ผู้ป่วยต้อกระจกมีอาการตามัวโดยทั่วไปต้อกระจกนี้ไม่ได้ทำให้ดวงตามีอาการเจ็บหรือระคายเคืองใดๆ อาจเกิดกับตาข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง แต่ไม่สามารถแพร่กระจายจากตาข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ดวงตาที่ถูกใช้งานมานานหลายสิบปีย่อมเสื่อมลง อย่างเลนส์ตาธรรมชาติที่ทำหน้าที่รับแสงมานานก็จะเกิดสีขุ่นขึ้นจนกลายเป็นสีเหลือง สีชา หรือกลายเป็นสีขาวขุ่นๆ ซึ่งนั่นคือต้นเรื่องของโรคต้อกระจก ที่ผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไปควรระวัง รวมไปถึงผู้ที่ยังอายุไม่มากแต่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นต้อกระจกก็จะมีโอกาสเสี่ยงสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยเสี่ยงโรคต้อกระจก ได้แก่ อายุ การได้รับแสงจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ การติดเชื้อ และอุบัติเหตุ เป็นต้น
เมื่อเลนส์ตามีความขุ่นมัวมากขึ้น ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอก หรือมีควันขาวๆ บัง สายตา การโฟกัสไม่ดีเหมือนเดิม ในผู้ป่วยต้อกระจกบางชนิดอาจมีอาการแพ้แสง และหากต้อกระจกเข้มมากจนสุก ก็จะบังลูกตาจนสูญเสียการมองเห็นได้ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ที่เป็นต้อกระจก จะมีลักษณะอาการเด่นๆ 3 อาการคือ
– ตามัวลง มองไม่เห็นชัดเจน แต่ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด
– เห็นไม่ชัดในขณะที่มีแสงจ้า หรือในช่วงเวลากลางคืนจะเห็นแสงแตกรอบๆภาพ
– มองภาพเป็นสีโทนเหลือง
ต้อกระจกบางส่วนสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดได้ แต่เมื่อเป็นต้อกระจกแล้ว ไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานที่จะช่วยสลายต้อกระจกได้ การรักษาต้องทำการผ่าตัดเอาเลนส์ที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งในปัจจุบันใช้คลื่นเสียงความถี่สูง(อัลตราซาวนด์)สลายต้อกระจก ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องเย็บแผล ผู้ป่วยมักจะกลับมามองเห็นเป็นปกติถ้าไม่มีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ตามัว
อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่าตัดต้อกระจกไปแล้ว ผู้สูงอายุก็ควรใส่ใจตัวเอง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หรือกดตา, สวมใส่แว่นตาดำ หรือที่ครอบตา, หลีกเลี่ยงการยกของหนัก, การเบ่ง, ไอ – จามแรงๆ และ ห้ามน้ำเข้าตาเป็นเวลา 1 เดือน เพราะถ้าไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์อาจต้องพบกับปัญหาโรคแทรกซ้อน หรือความรุนแรงอื่นๆกับดวงตาอีกก็ได้ครับ
ต้อลม & ต้อเนื้อ” ชื่อต่างกันแต่ส่งผลต่อการมองเห็นเหมือนกัน
ต้อเนื้อ (Pterygium) และ ต้อลม (Pingecular) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือแผ่นเนื้อที่บริเวณเยื่อบุตาขาว ต้อเนื้อและต้อลมไม่ใช่เนื้องอก แต่เป็นการเสื่อมของเยื่อบุตาขาวจากการระคายเคือง เนื่องจากถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด ลมหรือฝุ่น จึงส่งผลให้เป็น 2 โรคตาที่คนไทยเป็นกันมากครับ

ที่มาของภาพ :
ต้อลม มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาว จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก นูน สีขาวหรือเหลืองตรงบริเวณเยื่อบุตาขาว มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งหากไม่ได้รับการป้องกันก็อาจจะลุกลามกลายเป็นแผ่นเนื้อบดบังบริเวณกระจกตาดำ หรือที่เรียกว่า “ต้อเนื้อ” นั่นเอง

ที่มาของภาพ :
ในช่วงแรกเริ่มผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่เมื่อต้อลมมีการอักเสบมากขึ้นจะทำให้มีอาการเคืองตา คันตา สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาหยอดตา ร่วมกับการป้องกันไม่ให้โดนแดดโดนลมด้วยการสวมแว่นกันแดด ซึ่งถ้าไม่ได้รับการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจจะลุกลามกลายเป็นต้อเนื้อได้ครับ
ถ้าถามว่า ต้อลม & ต้อเนื้อ มีความแตกต่างกันอย่างไร อธิบายง่ายๆ ก็คือ ต้อลม มีลักษณะเยื่อบุตาหนานูน สีขาวเหลือง ความผิดปกติยังอยู่เฉพาะบริเวณตาขาว ยังไม่ลามเข้าตาดำ ในขณะที่ ต้อเนื้อ มีลักษณะเยื่อบุตาหนานูนเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยม สีแดงๆคล้ายเนื้อ ต่างกับต้อลมเพราะลามเข้าในตาดำแล้ว
แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อลม & ต้อเนื้อ? โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนมากที่เป็นมักจะไม่มีอาการแสดง แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการก็จะพบว่ามีอาการ คือ ตาแดง ระคายเคือง เมื่ออักเสบ แสบตา น้ำตาไหล คันตา ตาแห้ง อาจบังการมองเห็น กรณีต้อเนื้อมีขนาดใหญ่มาก ลามเข้าตาดำทำให้มีสายตาเอียง
สำหรับวิธีการป้องกันและรักษา ต้อลม ต้อเนื้อ สามารถทำได้ ดังนี้
1. ควรหลีกเลี่ยงฝุ่น, ลม และแสงแดด
2. ควรหยอดน้ำตาเทียม หรือ ยาหยอดลดการระคายเคืองอักเสบ เช่น กลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน
3. การผ่าตัดลอกต้อเนื้อออก แต่วิธีการผ่าตัดต้อเนื้อ จะกระทำเฉพาะเมื่อมีอาการที่รุนแรงมากๆ 2 กรณี คือมีการอักเสบแดงบ่อยๆ บางรายใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น และต้อเริ่มบังการมองเห็น ซึ่งวิธีการผ่าตัดก็มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ 1. การลอกออกธรรมดา และ 2. ลอกแล้วเย็บปิดด้วยเยื่อบุตาหรือเยื่อ
ต้อเนื้อ ถึงแม้ผ่าตัดให้หายแล้วแต่ถ้ายังสัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุตาอยู่เรื่อยๆ ก็มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตและการมองเห็น ดังนั้นควรมีวิธีดูแลป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสลม แดด บ่อยๆ รวมถึงการใส่แว่นกันแดด กันลม เพื่อป้องกันการเป็นโรคต้อลมและต้อเนื้อกันนะครับ
ต้อหิน หากไม่รักษา ตาบอดถาวร

ที่มาของภาพ :
แม้จะเป็นโรคตาที่พบได้น้อยกว่าต้อกระจก แต่โรคต้อหิน เป็นอีกภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้ โรคต้อหินเกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา อาจเกิดในผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นต้อหิน หรือในผู้ที่สายตาสั้นมากๆ ป่วยเป็นเบาหวาน หรือเคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน
โรคต้อหินมักไม่มีอาการในช่วงแรก แต่เมื่อเริ่มเป็นโรคการมองเห็นจะค่อยๆ จำกัดวงแคบลง จากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อยๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการใช้ชีวิตและการมองเห็น แต่ทั้งนี้ก็ยังมีต้อหินบางประเภทที่มีอาการปวดมาก เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ หรือมีอาการตาแดง
เมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสเกิดต้อหินเพิ่มขึ้นตามวัย ต้อหินเป็นโรคของเส้นประสาทตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสประสาทจากลูกตาไปยังสมอง ทำให้สามารถมองเห็นภาพต่างๆ ได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ ความดันตาสูง กดทำลายเส้นประสาทตา ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น มีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน อายุ 40 ปีขึ้นไป การใช้ยาสเตียรอยด์ ได้รับอุบัติเหตุหรือผ่าตัดตามาก่อน
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคต้อหินที่สามารถทำให้การมองเห็นกลับคืนมาเท่าคนปกติ แต่สามารถชะลอไม่ให้โรคแย่ลงได้ โดยการรักษาต้อหินส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยยาลดความดันตา หรือการยิงเลเซอร์โดยผู้ป่วยจะต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดต่อไป
อายุมาก ร่างกายเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม อาจถามหา

ที่มาของภาพ :
โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นภาวะที่จุดรับภาพที่อยู่ตรงส่วนกลางของจอตาเกิดการเสื่อมขึ้น ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง แต่บริเวณรอบข้างยังสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ อาจเกิดจากการเสื่อมไปตามช่วงอายุที่มากขึ้น แสงยูวี การสูบบุหรี่ หรือมีระดับความดันโลหิตสูง
ในระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เมื่อจอตาเริ่มเสื่อมมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงบริเวณกลางภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการปวดร่วมด้วย

ที่มาของภาพ :
นอกจากโรคตาทั้งหลายที่กล่าวไปแล้ว ยังพบว่าในผู้สูงอายุ อาจมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลให้เกิด “ภาวะตาแห้ง” ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น ต่อมไขมันเปลือกตาที่อุดตันได้ง่ายขึ้น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป หรือการมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ โรคข้ออักเสบ หรือการใช้ยาบางชนิด ซึ่งส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงตาที่ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาไม่เพียงพอ เกิดการระคายเคืองในตาและแสบตา หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เปลือกตาดึงรั้งขนตาให้ลงมาทิ่มตา เปลือกตาอักเสบ และกระจกตาเป็นแผลได้ครับ
อาหารบำรุงสายตาสำหรับผู้สูงอายุ
สุขภาพร่างกายที่ดีเริ่มต้นที่อาหารฉันใด สุขภาพดวงตาจะดีได้ก็ขึ้นอยู่กับอาหารฉันนั้น ดังนั้นการจะเลือกอาหารมารับประทานโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ก็ต้องคำนึงถึงสุขภาพดวงตาเป็นสำคัญด้วย ไปดูกันว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่ช่วยบำรุงและดูแลสุขภาพดวงตาได้
1. ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง คะน้า ผักเหล่านี้มีสารลูทีนและซีแซน ซึ่งเป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาและช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ด้วย
2. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่,โกจิเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่ รวมถึง มัลเบอร์รี่ หรือลูกหม่อน ผลไม้กลุ่มนี้จะมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบำรุงสายตาได้
3. ไข่แดง เป็นแหล่งของสารอาหารลูทีน ซีแซนทีน และซิงค์ ซึ่งสารทั้ง 3 ตัวนี้จะช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในดวงตาแข็งแรง ลดความเสี่ยงของการเสื่อมของจอประสาทตาได้ครับ
4. ปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาเทราต์ รวมถึงปลาสวาย เหล่านี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ที่เข้าไปช่วยปกป้องและซ่อมแซมดวงตาให้ห่างไกลจากโรคตาอีกด้วย
5. แครอท ผักที่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงสายตาชั้นดี เพราะอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากแสงแดดและรังสีที่เป็นอันตราย ทั้งยังช่วยส่งเสริมการทำงานของจอประสาทตา ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรด้วยครับ

โรคตาในผู้สูงอายุ แม้ว่าจะไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรง หรือทำให้เสียชีวิต แต่ก็ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในการใช้ชีวิตและการมองเห็น ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพร่างกาย – จิตใจ และสุขภาพดวงตาที่ดี จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายได้อย่างมีความสุขครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :