จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ในปี พ.ศ. 2563 มีผู้ป่วยกระดูกและข้อเพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านคน เป็น 570 ล้านคน โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ซึ่งทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมประมาณ 1,700 คนต่อประชากร 100,000 คน และโรคเข่าเสื่อม 2,693 คนต่อประชากร 100,000 คน

ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจพบว่า สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในคนไทย ปี พ.ศ. 2563 มีผู้ป่วยโรคนี้ มากกว่า 6 ล้านคน โดยพบมากที่สุด คือ ข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากข้อเข่าเป็นข้อที่มีขนาดใหญ่และต้องรับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง มีหน้าที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมได้ง่ายนั่นเองครับ

สำหรับอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทีละน้อยๆ เริ่มจากมีอาการปวดเมื่อยเวลาใช้งานข้อเข่า บางครั้งมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว มีอาการข้อตึงหรือข้อติดเวลาใช้งานนานๆ และเมื่อเป็นมากจนกระดูกผิวข้อสึกจะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น และอาจมีข้อเข่าผิดรูปได้ครับ

ทั้งนี้ แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมของแพทย์แผนปัจจุบัน จะมุ่งไปที่การลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น และแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบแพทย์แผนปัจจุบันมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย เช่น
— การใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวด แก้อักเสบ
— การใช้ยากระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนที่ผิวข้อ ยาชะลอความเสื่อมของข้อ และการฉีดน้ำไขข้อเทียม
— การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในข้อเข่า หรือเจาะข้อเพื่อดูดน้ำไขข้อออก
— การผ่าตัดจัดแนวกระดูกใหม่เพื่อลดการโก่งของเข่า หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

จากวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบแพทย์แผนปัจจุบัน จะเห็นว่าบางวิธีมีผลข้างเคียง อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง จึงมีความพยายามที่จะแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และมีค่าใช้จ่ายที่สบายกระเป๋า นั่นก็คือ การรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่สืบทอดกันมา จนปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยที่ยืนยันสรรพคุณของสมุนไพรเหล่านี้…ไปดูกันว่า “5 สมุนไพร รักษาข้อเข่าเสื่อม” มีอะไรบ้าง

1. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน” จัดเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ในกลุ่มยารักษากลุ่มอาการระบบทางเดินอาหาร แต่ในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและทางคลินิกที่ระบุว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของข้อในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยให้ผลดีใกล้เคียงกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน
ขมิ้นชันมีสารสำคัญในกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยยับยั้งเอนไซม์และสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบหลายชนิด และมีความเป็นพิษต่ำ จึงถูกนำมาพัฒนาใช้เป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือข้อเข่าอักเสบ

ปัจจุบัน สารสกัดจากขมิ้นชัน ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและยา ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรตัวแรกที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันตัวที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกันได้ นั่นก็คือ การบรรเทาอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม ซึ่งมีการวิจัยและค้นพบว่า สารสกัดจากขมิ้นชัน ออกฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด และยังมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่าการรับประทานยาแผนปัจจุบันมาก นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อใช้ขมิ้นชันร่วมกับยาแผนปัจจุบันจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อได้ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวอีกด้วยครับ

 

2. ขิง

การใช้ “ขิง” ในการรักษาและบำบัดอาการโรคข้อเสื่อม มีการศึกษาฤทธิ์ทางด้านเภสัชวิทยาของขิงที่น่าสนใจ พบว่า ขิงสามารถลดการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกับยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากสารสำคัญในขิงที่ชื่อ จินเจอรอล มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดินและลิวโคทริอีน ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวด บวม และอักเสบ ซึ่งคุณสมบัตินี้แตกต่างจากยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทำให้ขิงมีคุณสมบัติต้านการอักเสบได้ดี และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

จากการศึกษาประสิทธิผลของขิงในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม จำนวน 120 คน เปรียบเทียบกับยาไอบูโปรเฟน และยาหลอก พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานสารสกัดขิง ขนาด 30 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และกลุ่มที่ได้รับยาไอบูโปรเฟน ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 1 เดือน จะมีอาการปวดบวมและอักเสบที่ข้อลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก ซึ่งขิงและยาไอบูโปรเฟน ให้ผลในการรักษาไม่แตกต่างกัน

นอกจากนี้การศึกษาประสิทธิผลของขิง ทั้งรูปแบบแคปซูล และยาทาภายนอกรวมกับสารสกัดไพล ในการลดปวด และอาการโรคข้อเสื่อม พบว่าสามารถลดปวดและบรรเทาอาการโรคข้อเสื่อมได้ไม่ด้อยไปกว่าไดโคฟิแนค ดังนั้น ขิงจึงเป็นสมุนไพรทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมในการลดอาการปวดและอาการอื่นๆ ได้ และมีความปลอดภัยสูง

3. เมล็ดลำไย

ในต่างประเทศ มีงานวิจัยที่ค้นพบว่า สารประกอบโพลีฟีนอล ที่มีอยู่ในผลไม้จำพวกองุ่นและแอปเปิ้ล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่สลายกระดูกอ่อน บรรเทาอาการปวดเข่าได้ดี เช่นเดียวกับผลไม้ไทยอย่าง “ลำไย”  ซึ่งมีสารประกอบโพลีฟีนอลอยู่ใน “เมล็ดลำไย” นั่นเองครับ

มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำสารสกัดจากเมล็ดลำไยมาวิจัยทางคลินิก และพบว่าสารโพลีฟีนอลทั้ง 3 ตัวที่อยู่ในเมล็ดลำไย ช่วยป้องกันการเสื่อมสลายและช่วยยืดอายุกระดูกอ่อนได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการทดลองกับผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบและรูมาตอยด์ พบว่าโครงสร้างกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อของผู้ป่วยมีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถลดอาการปวดข้อเข่าไปได้มาก

นักวิจัยพบว่า การที่กระดูกอ่อนเสื่อมสลายลงเป็นเพราะว่ามีการสร้างเอนไซม์ชนิดหนึ่งขึ้นมาในร่างกาย และเอนไซม์ตัวนี้เองที่มาทำการย่อยกระดูกอ่อน แต่สารสกัดจากเมล็ดลำไยจะทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ที่ว่านี้ เมื่อไม่มีเอนไซม์ ก็ไม่มีการย่อยสลายกระดูกอ่อน สรุปคือสารสกัดจากเมล็ดลำไย สามารถช่วยลดการเจ็บป่วยจากข้อเข่าเสื่อมได้ ทั้งนี้ยังพบอีกว่าครีมทาแก้ปวดเข่าที่มีสารสกัดเมล็ดลำไยนี้ มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดได้ดีเทียบเท่ากับยาไดอะเซียรีน ซึ่งเป็นยาแก้โรคข้อเข่าเสื่อมโดยเฉพาะ

นอกจากโพลีฟีนอลแล้ว สารสกัดจากเมล็ดลำไยยังอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันและยับยั้งการสลายของกระดูกอ่อน รวมทั้งช่วยให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยงที่ไขข้อได้ดี ต่อมาจึงได้มีการวิจัยจนได้สารสกัดชื่อว่าลองกานอยด์ นำไปพัฒนาผสมกับว่านสมุนไพรพื้นเมืองของภาคเหนือ 12 ชนิด จึงได้ออกมาเป็นรูปของครีมสำหรับใช้ภายนอก มีการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครซึ่งพบว่าอาการปวดข้อกระดูกลดลง สามารถเดินได้สะดวกขึ้น ที่สำคัญในครีมดังกล่าวไม่มียากลุ่มสเตียรอยด์ จึงปลอดภัยต่อผู้ป่วยสูงอายุ และกลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต หัวใจ กระเพาะอาหาร

4. เถาวัลย์เปรียง

ภาพจาก : https://medthai.com

จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า “เถาวัลย์เปรียง” มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม โดยเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันอย่าง นาพรอกเซน และไดโคลฟีแนค ที่เป็นยาต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดเข่า ปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเถาวัลย์เปรียงมีสรรพคุณในการลดการอักเสบและแก้ปวดได้ใกล้เคียงกัน

มีงานวิจัยที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ศึกษาถึงสรรพคุณของเถาวัลย์เปรียง พบว่า การรับประทานเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ ช่วยให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดลดลง เทียบเท่ากับยานาพรอกเซน และยังมีความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีราคาถูกกว่า 4 – 6 เท่า

สารสกัดจากเถาของเถาวัลย์เปรียงมีสารในกลุ่มไอโซฟลาโวน และไอโซฟลาโวน ไกลโคไซด์ ที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยเฉพาะอาการอักเสบตามข้อ โดยมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่าง สามารถนำมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันประเภทสเตียรอยด์ได้เป็นอย่างดี

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันถึงประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยา ที่เตรียมได้จากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้ยืนยันการรักษาโรคข้อเข่าอักเสบ ดำเนินการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ในผู้ป่วย 178 คนที่มาตรวจรักษาด้วยอาการปวดเข่าของโรคข้อเข่าอักเสบ สรุปได้ว่าการรับประทานยาจากสมุนไพรเถาวัลย์เปรียง ติดต่อกัน 7 วันมีประสิทธิผลและความปลอดภัยในการรักษาอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าอักเสบ ไม่แตกต่างจากการรักษาด้วยยาไอบิวโพรเฟน อีกทั้งเถาวัลย์เปรียงยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ทำให้แคปซูลเถาวัลย์เปรียงได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2554

5. เพชรสังฆาต

ตามตำราของแพทย์แผนโบราณ “เพชรสังฆาต” ยังมีสรรพคุณในการบำรุงกระดูก แก้ปวด แก้อักเสบ ซึ่งหมอพื้นบ้าน มักจะใช้เถาของเพชรสังฆาต นำมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณกระดูกที่หักหรือปวด จะช่วยลดการปวดบวมอักเสบได้

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในเพชรสังฆาต มีวิตามินซีสูง ซึ่งยืนยันถึงสรรพคุณในการรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารแคโรทีน ที่เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีสารอนาบอลิคสเตียรอยด์ ที่ช่วยในการสมานกระดูก

สมุนไพรนี้เหมาะกับผู้สูงอายุ รวมถึงคนที่ต้องใช้กระดูกและกล้ามเนื้อมากๆ เช่น นักกีฬาฟุตบอล นักวิ่ง และในสตรีวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากอัตราการสร้างเซลล์กระดูกจะลดลง ฮอร์โมนบางตัวก็หายไป ทำให้สตรีวัยหมดประจำเดือนมักเกิดโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้ด้วยสรรพคุณเด่นของเพชรสังฆาตก็คือ บำรุงกระดูก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างของเซลล์กระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ ทั้งยังช่วยลดอาการบวมได้อีกด้วย

มีทดสอบในอาสาสมัครซึ่งเป็นกลุ่มสตรีวัยทอง ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุน โดยให้รับประทานเพชรสังฆาตแคปซูล ครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร พบว่าเพชรสังฆาตช่วยในการเพิ่มมวลกระดูกและรักษาอาการกระดูกแตก ช่วยลดอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อมได้

ถึงแม้ว่าการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการต่างๆได้ แต่หากต้องการใช้สมุนไพรเหล่านี้จริงๆ แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
– https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/oa/
 https://www.arukouthailand.com/herb-knee
 http://medherbguru.gpo.or.th/articles/D05_Curcuma.pdf
 http://jhhm.slc.ac.th/wp-content/uploads/2020/02/article-file-2-1.pdf
 https://www.posttoday.com/social/general/634766
 https://www.youtube.com/watch?v=oihnKamisL0
 http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=63

บทความอื่นๆ

คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะมีเงินเก็บที่มากพอสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่หลังเกษียณ เอลเดอร์จะมาพาทุกคนไปสำรวจตัวเองก่อนการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นขั้นตอน แล้วจะไม่มีคำว่า “รู้งี้” หรือ “ถ้า...”
สารอาหารบางชนิดสามารถช่วยในเรื่องของการปรับอารมณ์ หรือเรียกว่า “อาหารสร้างสุข” เช่น อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล เป็นสารอาหารที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ เนื่องจากระดับน้ำตาลที่พอเหมาะจะช่วยให้ผู้สูงวัยอารมณ์ดีขึ้น
error: Content is protected !!
Scroll to Top