หลายคนอาจจะสงสัยว่าผู้สูงวัยสามารถบริจาคโลหิตได้หรือไม่ ? หรือจะส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ เพราะผู้สูงวัยถือว่าเป็นช่วงอายุที่มักเกิดปัญหาสุขภาพ และร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งการบริจาคโลหิตเปรียบเสมือนการร่วมทำบุญ หรือการร่วมช่วยชีวิตของผู้ที่ต้องการเลือด สำหรับผู้สูงวัยที่มีความสนใจอยากจะบริจาคโลหิต เอลเดอร์จึงมีข้อมูล และประโยชน์ของการบริจาคโลหิตสำหรับผู้สูงวัยมาฝากทุกท่าน
โลหิต คือ ของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดเลือดในร่างกาย ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเม็ดเลือด และพลาสมา อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด คือ ไขกระดูกที่อยู่ในโพรงกระดูกทั่วร่างกาย โดยปริมาณโลหิตในร่างกายจะมีประมาณ 4,000-5,000 ซีซี สรุปผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องการใช้โลหิตเช่น ผู้ป่วยที่เกิดภาวะสูญเสียโลหิตเฉียบพลัน ผู้ป่วยโรคเลือด โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือโรคขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (ฮีโมฟีเลีย)
คุณสมบัติผู้สูงวัยที่สามารถบริจาคโลหิตได้
1. อายุ 17 -70 ปี ในส่วนของคุณสมบัติทางด้านอายุผู้สูงวัยที่อายุไม่เกิน 70 ปีสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างแน่นอน
1.1 ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17- 70 ปี (อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง)
1.2 บริจาคโลหิตครั้งแรก อายุไม่เกิน 60 ปี
1.3 ผู้บริจาคที่มีอายุ 60-65 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำ บริจาคได้ทุก 3 เดือน ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ
1.4 ผู้บริจาคที่มีอายุ 65-70 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำ บริจาคได้ทุก 6 เดือน แต่ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่
2. สุขภาพแข็งแรง และพักผ่อนเพียงพอ ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรมีสุขภาพที่ดีในวันที่บริจาคโลหิต และไม่มีอาการอ่อนเพลียใด ๆ
3. หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูงก่อนบริจาคโลหิต ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิต ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ภายใน 6 ชั่วโมง ก่อนมาบริจาคโลหิต ได้แก่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เพราะจะทำให้พลาสมาหรือน้ำเหลือง มีสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ และหลังจากบริจาคโลหิต ให้ทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยโลหิตที่บริจาคไป
ผู้สูงวัยที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้
1 .มีการสักหรือการเจาะผิวหนัง ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตที่สักหรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ให้งดการบริจาคโลหิต 12 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ฯลฯ ซึ่งอาจส่งต่อไปให้ผู้ป่วยรับโลหิตได้
2. ท้องเสีย ท้องร่วง ควรงดบริจาคโลหิต 7 วัน ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตที่มีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการหน้ามืดเป็นลม ภายหลังบริจาคโลหิตได้ ส่วนผู้ป่วยที่รับโลหิตอาจได้รับเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง ที่อาจติดทางกระแสโลหิต
3. น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น อาจมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาวะทางจิตใจที่มีความวิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
4. ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดเล็ก ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิต ที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ คือ การผ่าตัดที่ต้องใช้ยาสลบ หรือให้ยาชาเข้าไขสันหลัง งดบริจาคโลหิต 6 เดือน
ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก คือ การผ่าตัดที่ไม่ต้องใช้ยาสลบ แต่ใช้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่ งดบริจาคโลหิต 1 เดือน เพื่อให้ผู้บริจาคมีสุขภาพแข็งแรงดีพอที่จะบริจาคโลหิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด หากผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับโลหิตจากการรักษา ให้งดการบริจาคโลหิต 12 เดือน
5. ผู้สูงวัยที่ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน รักษารากฟัน ภายใน 3 วันที่ผ่านมา การรักษาในช่องปากทำให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบภายใน 3 วัน อาจมีภาวะติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตชั่วคราวโดยไม่มีอาการ ซึ่งเชื้อโรคในกระแสเลือด ทำให้ติดต่อไปสู่ผู้ป่วยได้ หากมีการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าฟันคุด เว้นอย่างน้อย 7 วัน จนกว่าแผลหายสนิทไม่มีอาการอักเสบ
6. ผู้สูงวัยที่เคยมีประวัติติดยาเสพติดหรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี ผู้ที่เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการติดต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ รวมทั้งการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน โดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จึงควรงดบริจาคโลหิต 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นจากระยะ ฟักตัวของโรคต่างๆ ที่อาจได้รับมาแล้ว
7. ผู้สูงวัยที่เดินทางหรือพำนักในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุมในระยะ 1 ปี หรือเคยป่วยเป็น โรคมาลาเรียในระยะ 3 ปี ผู้สูงวัยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หลังจากได้รับการรักษาครบถ้วนและไม่แสดงอาการใด ๆ ส่วนผู้บริจาคโลหิตที่เคยพำนักอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีโรคมาลาเรียชุกชุม ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี และผู้ที่เคยเดินทางไปในเขตที่มีการระบาดหรือมีโรคมาลาเรียชุกชุม ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีภายหลังออกมาจากเขตระบาด และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ
8. ผู้สูงวัย หรือคู่ของผู้สูงวัยที่ มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิต หรือคู่ของผู้บริจาค หากมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เช่น มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ให้งดบริจาคโลหิตเป็นการถาวร เนื่องจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค อาจไม่แสดงอาการ และไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ในระยะแรก (window period) ดังนั้น การตอบแบบสอบถามก่อนการบริจาคโลหิตตามความเป็นจริงจึงมีความสำคัญอย่างมาก
9. ผู้สูงวัยที่เคยได้รับโลหิตจากผู้บริจาคในประเทศอังกฤษหรือเคยพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2539 หรือเคยพำนักในทวีปยุโรป รวมระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523- ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรควัวบ้าในประเทศอังกฤษ และประเทศในยุโรป รวมทั้งมีรายงานการติดเชื้อวัวบ้าจากการรับโลหิต จึงงดรับบริจาคโลหิตถาวร
10. ผู้สูงวัยที่ทานยาแอสไพริน ยากลุ่ม NSAIDs ยาในกลุ่มดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลแล้วหยุดยาก ดังนั้น จึงควรแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบก่อนบริจาคโลหิต เพื่อจะได้ไม่นำเกล็ดเลือดไปใช้กับผู้ป่วย
11. ผู้สูงวัยที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะชนิดชนิดฉีด ให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังฉีดยาครบแล้ว 10 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังหยุดยา 3 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค
12. ผู้สูงวัยที่ทานยาแก้อักเสบภายใน 7 วัน หรือยาอื่น ๆ กรณีผู้บริจาคโลหิตรับประทานยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ หมายความว่า ผู้บริจาคโลหิตมีการติดเชื้ออยู่ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตส่งมาถึงผู้ป่วยได้
13. ผู้สูงวัยที่เคยเป็น หรือมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหรือเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ ผู้สูงวัยที่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิด เอ หากเป็นก่อนอายุ 11 ปี เมื่อหายแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้ หรือผู้ที่มีอาการดีซ่าน สาเหตุจากมีนิ่วอุดตันในทางเดินน้ำดี เมื่อผ่าตัดหายแล้วก็สามารถบริจาคโลหิตได้ ผู้บริจาคที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือไวรัสตับอักเสบชนิดซี ภายหลังอายุ 11 ปี ถึงแม้ว่าจะมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของ HBsAg หรือ Anti-HCV ให้ผลลบ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร
14. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด มะเร็ง ลมชัก อัมพฤษ์ อัมพาต โรคเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก โรคเบาหวานที่ต้องใช้ยาอินซูลินหรือคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
15. ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือคู่ครอง (สามีหรือภรรยา) เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอสไอวีหรือซิฟิลิส
8 ประโยชน์ การบริจาคโลหิตของผู้สูงวัย
นอกจากการบริจาคโลหิตสามารถช่วยเหลือและส่งต่อชีวิตให้กับบุคคลอื่นแล้ว การบริจาคโลหิตยังส่งผลดีหรือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริจาคด้วย ดังนี้
1. ทำให้สุขภาพของผู้สูงวัยแข็งแรง การบริจาคโลหิต เป็นการเอาเลือดส่วนเกินของร่างกาย หรือประมาณ 7% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยก่อนจะบริจาคจะมีการพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้ให้บริจาคก่อน ดังนั้นเลือดที่เสียไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาแทน ระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงตามมา
2. หุ่นดี ผิวเปล่งปลั่ง การบริจาคโลหิต ทำให้ผู้บริจาคมีรูปร่างที่ดีขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้เลือดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย
3. ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง สถาบันคาโรลินสกา สตอคโฮล์ม สวีเดน ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้บริจาคเลือดสวีเดนและเดนมาร์ค พบว่า การบริจาคเลือดช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าในรายที่มีธาตุเหล็กในร่างกายมากเกินไป มีผลต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันหรือมะเร็งบางชนิด การบริจาคเลือดจะช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้
4. ช่วยให้จิตใจดี และรู้สึกดีขึ้น การบริจาคโลหิต จะให้ความรู้สึกดี ความรู้สึกว่าเป็นผู้ให้ ได้ทำทาน ได้ช่วยชีวิตคน ทำให้เรารู้สึกสุขใจเพราะได้ช่วยชีวิตผู้อื่นด้วย เรียกได้ว่าเป็นการทำบุญอีกอย่างหนึ่ง เป็นการต่อชีวิตที่ส่งผลให้ใครหลายๆ คน มีชีวิตรอดปลอดภัย
5. ลดความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดแดงตีบ มีการวิจัยพบว่าการเจาะเลือดออกเป็นประจำ จะช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาล และ ทำให้สัดส่วนไขมันดีต่อไขมันไม่ดี ดีขึ้น ในคนที่มีกลุ่มอาการทางเมตาโบลิก ซึ่งจะมีความดันสูง น้ำตาลสูง และ ไขมันสูง
6. ถือเป็นการตรวจสุขภาพไปในตัว ผู้สูงวัยที่บริจาคโลหิต จำเป็นต้องปฎิบัติตัว โดยงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอีกเสบ ซี, ซิฟิลิส และเอดส์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริจาคเอง และ เพื่อความปลอดภัยต่อผู้รับ
7. ได้รับการตรวจสารเคมีในโลหิต (บริการตรวจให้ปีละ 1 ครั้ง)
8. ผู้สูงวัยที่บริจาคโลหิตได้รับสิทธิพิเศษ ผู้สูงวัยที่บริจาคโลหิต ได้สิทธิพิเศษในเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่หลายท่านยังไม่รู้ นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังได้รับสิทธ์ทางการแพทย์อีกด้วย ดังนี้
8.1 ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ 50
8.2 ผู้บริจาคโลหิต 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เชน ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น
8.3 ผู้บริจาคโลหติ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50
8.4 ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50
8.5 ผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ “ขอพระราชทานเพลิงศพ” ได้เป็นกรณีพิเศษ
การเตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต
หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลและเกมในการบริจาคโลหิตสำหรับผู้สูงวัยในเบื้องต้น เอลเดอร์จึงมีการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการบริจาคโลหิตที่สามารถปฏิบัติได้ง่าย และเพื่อมิให้ผู้สูงวัยรู้สึกอ่อนเพลียมากหลังบริจาคโลหิต จึงควรเตรียมตัวดังนี้
1. ก่อนบริจาคโลหิต 1-2 วัน ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เลือดไหลเวียนได้ดี
2. งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน
4. ทานอาหารก่อนบริจาคโลหิตภายใน 4 ชั่วโมง
5. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป
ในแต่ละครั้งโรงพยาบาลต้องการโลหิตประมาณ 420 – 450 ซีซี / คน ซึ่งปริมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโลหิตที่ปลอดภัย โลหิตที่ได้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบก่อนนำไปให้ผู้ป่วย คือ ตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และตรวตหาไวรัสเอดส์
การปฏิบัติตัวของผู้สูงวัยหลังบริจาคโลหิตเสร็จ
1. หลังการบริจาคโลหิตเสร็จแล้ว ควรนั่งพักประมาณ 10-15 นาที รับประทานขนมหรืออาหารว่าง ดื่มน้ำ/เครื่องดื่ม 1-2 แก้ว แล้วรับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรงดอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ตับ ไข่ เลือดหมู เลือดไก่ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง
2. งดสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง หลังบริจาคโลหิต
3. งดดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าท่านจะได้รับประทานอาหาร
4. ดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่ท่านเสียไป

การบริจาคโลหิตไม่ยากอย่างที่คิด และผู้สูงวัยเองก็สามารถบริจาคได้เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตบ่อยครั้งยังมีโอกาสได้รับสิทธิทางการแพทย์ต่าง ๆ สำหรับผู้สูงวัยท่านใดที่มีความประสงค์ต้องการบริจาคโลหิตอย่าลืมเตรียมความพร้อมในด้านสุขภาพและการพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิตด้วยนะครับ
ข้อมูลอ้างอิง