ในช่วงเดือนพ.ค. – ต.ค. ของทุกปี จะเป็นช่วงของการเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการของไทย ซึ่งอากาศในบางพื้นที่เริ่มเย็นลง และมีความชื้นเพิ่ม ส่งผลทำให้เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าเป็นกังวลต่อเด็ก ๆ และผู้สูงวัย ซึ่งนอกจากโรคระบาดแล้ว อีกเรื่องที่วัยเก๋าอย่างเราต้องเตรียมรับมือ คือ “การเลือกกินอาหารให้ปลอดภัย” เพื่อให้ห่างไกลโรค เอลเดอร์จึงอยากชวนวัยเก๋าทุกท่าน เฝ้าระวังและป้องกันดูแลสุขภาพตนเองให้ห่างไกลจากโรคที่มาในหน้าฝน ด้วยเคล็ดลับกินอาหารให้ปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้สูงวัย
5 กลุ่มโรคที่มาในหน้าฝน
ในช่วงฤดูฝนเป็นที่ทราบกันดีว่าอากาศในบางพื้นที่เริ่มเย็นลง และมีความชื้นเพิ่ม ส่งผลทำให้เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่โรคที่มียุงเป็นพาหะเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุจากอื่น ๆ ที่สูงวัยต้องระมัดระวัง ดังนี้
1) กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ
เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศ ซึ่งเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมาก ผ่านการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับเชื้อไวรัส หรือสัมผัสกับน้ำมูกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ได้แก่
- โรคไข้หวัด หรือไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) พบได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อกว่า 200 ชนิด อาการสามารถหายได้เองใน 3 – 4 วัน หากผู้ป่วยดูแลตนเองอย่างถูกต้อง
- โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรง คือ ชนิด A และ B ส่วน สายพันธุ์ชนิด C มักไม่รุนแรง ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการ ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีกล้ามเนื้ออักเสบ และอาการทางระบบหายใจตั้งเเต่ น้ำมูก ไอมาก หรือ หากรุนเเรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ เสียชีวิต และอาจมีอาการที่ระบบอื่นอย่างระบบประสาท เช่น ไข้สูงเเล้วชัก ซึม หรือ ไข้สมองอักเสบได้
- โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เกิดได้จากทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ที่พบโดยส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Pneumonia หรือเชื้อนิวโมคอคคัส โดยโรคปอดอักเสบนี้จะมักเป็นอาการต่อเนื่องมาจากไข้หวัดใหญ่
2) กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร
เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อนเชื้อโรคทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ดังนี้
- โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เกิดจากการที่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค การไม่ล้างมือให้สะอาด ใช้มือหยิบจับของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำเข้าปาก ส่งผลให้เกิดภาวะถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้งติดต่อกัน หรือมากกว่าใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย
- โรคบิด เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรีย หรืออะมีบา ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร ผักดิบ รวมถึงน้ำที่มีการปนเปื้อน โดยผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อย หรือมีมูกเลือดปน และมักมีไข้ด้วย
- โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงอาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วง คลื่นไส้ ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ และอาจมีไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย
- โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่ตับมีอาการอักเสบ และติดเชื้อ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสตับอักเสบชนิด A B C D และ E โดยจะมีลักษณะการติดต่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ โดยอาการตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยาบางอย่าง เป็นต้น
3) กลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ
โรคติดต่อที่เกิดจากยุง ไม่ว่าจะเป็นยุงลาย ยุงก้นปล่อง ยุงรำคาญ เป็นพาหะ ดังนี้
- โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่ระบาดหนักมากในช่วงฤดูฝน โดยมีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุ อาการของโรคไข้เลือดออกแม้จะไม่รุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เสียชีวิตได้
- โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โรคนี้จะมีอาการคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีอาการช็อก
- โรคไข้มาลาเรีย หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ไข้ป่า” มียุงก้นปล่องเป็นหาพะโดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่แถว ๆ บริเวณเขาสูง ป่าทึบ สวนยางพารา แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยอาการโรคมาลาเรียผู้ป่วยมักเริ่มแสดงอาการภายใน 10 – 28 วัน หลังจากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการแม้จะติดเชื้อหลายเดือนแล้วก็ตาม
- โรคไข้สมองอักเสบเจอี เกิดจากเชื้อไวรัสเจอีที่สมอง มี “ยุงรำคาญ” เป็นพาหะ ยุงชนิดนี้มักแพร่พันธุ์ในนาข้าว พบมากที่สุดในประเทศไทย ผู้ป่วยจะแสดงอาการหลังได้รับเชื่อ 5-15 วัน โดยระยะแรกจะมีไข้สูง อาเจียน เวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย ในช่วงที่อาการรุนแรง เป็นช่วงที่อาจเสียชีวิตได้ จะมีอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง สติลดลง เพ้อคลั่ง ชักหมดสติ และเป็นอัมพาตในที่สุด
4) กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผล และเยื่อบุผิวหนัง
- โรคฉี่หนู หรือ เลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีหนูหรือสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะหลัก เชื้อถูกปล่อยออกมากับปัสสาวะที่ปนเปื้อนอยู่ตามน้ำ ดินที่เปียกชื้น เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังตามรอยแผล รอยขีดข่วน และเยื่อบุของปาก ตา จมูก
- โรคตาแดง หรือ โรคเยื่อบุตาอักเสบ ส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัส หรืออาจเกิดจากการที่มีโรคประจำตัวอื่นอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ ทำให้มีอาการคันตา ขยี้ตาบ่อย ๆ จนเกิดอาการตาอักเสบ และติดเชื้อตาม
5) กลุ่มโรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot and Mouth Disease)
เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ได้ แต่อาการมักจะไม่รุนแรงเท่าในเด็กเล็ก เป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโร ส่งผลให้มีอาการเป็นไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว
8 เคล็ดลับกินอาหารให้ปลอดภัยสำหรับวัยเก๋า ห่างไกลโรคที่มากับหน้าฝน
หลังจากที่ทราบกันไปแล้วในเบื้องต้นว่าเชื้อโรค หรือกลุ่มโรคใดบ้างที่เกิดในหน้าฝน ซึ่งหลายโรคมีสาเหตุมาจากยุงลาย เป็นพาหะนำโรค และอาหารการกินที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร เช่น โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคอาหารเป็นพิษ ผู้สูงวัยที่ชอบกินอาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาจจะมีอาการท้องร่วง คลื่นไส้ ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ และอาจมีไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วยได้ วันนี้เอลเดอร์จึงมีเคล็ดไม่ลับในการเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝนมาฝากผู้สูงวัยทุกท่าน ถ้าพร้อมแล้วไปเปิดเคล็บลับดี ๆ กันเลยครับ
1. กินอาหารปรุงสุกใหม่เสมอ
ผู้สูงวัยควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ควรปรุงอาหารด้วยความร้อนเกิน 100 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารที่ลำไส้
2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร
ผู้สูงวัยควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร ควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น เพื่อให้รักษาสมดุลของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ควบคุมระดับอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติ น้ำช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่ขาดน้ำ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ผิวหนังเพื่อลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ไม่ทำให้เป็นหวัดได้ง่าย
3. ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เป็นประจำ
ในวันที่ฝนตก อากาศเย็น ความชื้นสูง ผู้สูงวัยควรเลือกดื่มชาสมุนไพรอุ่น ๆ เป็นประจำเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ต้านการอักเสบ แก้หวัด แก้เจ็บคอ ป้องกันการติดเชื้อโรคได้ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ ชาเขียว ชาตะไคร้หอม ชาน้ำขิงมะนาว
4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเช่น มะขามป้อม มะขามเทศ ฝรั่ง ลิ้นจี่ มะละกอสุก เงาะ ส้มโอ พริกหวาน มะรุม คะน้า กะหล่ำปลี หากนำผักเหล่านี้มาปรุงผ่านความร้อนจะทำให้ปริมาณวิตามินลดลงได้ จึงอยากแนะนำให้รับประทานสด ๆ จะดีกว่า
5. เน้นกินอาหารที่มีประโยชน์
เช่น ผักและผลไม้สด ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรง และยับยั้งการเกิดโรคได้ อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนเพื่อเพิ่มความอบุ่นให้ร่างกาย เช่น ขิง ข่า กระเทียม พริกไทย ดอกดีปลี ตะไคร้
6. หลีกเลี่ยงกินอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกินไป
ผู้สูงวัยไม่ควรกินอาหารปรุงสุกที่เก็บไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ควรนำอาหารมาอุ่นใหม่ให้ร้อนอย่างทั่วถึงก่อนกินอีกครั้ง ไม่ควรรับประทานอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกิน 4 ชั่วโมงโดยไม่มีการอุ่นซ้ำ
7. ทำความสะอาด และเก็บรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่
ก่อนปรุงอาหาร ผู้สูงวัยควรล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด เก็บรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม
8. กินวิตามินซีที่เป็นอาหารเสริม
การเลือกกินวิตามิน เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่ค่อยกินผักผลไม้ โดยมีทั้งรูปแบบเม็ด แคปซูล หรือเม็ดฟู่ละลายน้ำ ถ้าทานครบปริมาณที่แพทย์แนะนำจะสามารถลดความรุนแรงของการเป็นหวัดลงได้ และยังทำให้หายเร็วขึ้นอีกด้วย
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับความรู้ที่เอลเดอร์นำมาฝากผู้สูงวัยทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับโรคที่มักเกิดในหน้าฝน สาเหตุหรือพาหะการเกิดโรค และ 8 เคล็ดลับกินอาหารให้ปลอดภัยสำหรับวัยเก๋า ห่างไกลโรคที่มากับหน้าฝน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากครับสำหรับผู้สูงวัยทุกท่าน เพราะอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันที่ร่างกายได้รับ และมีโอกาศเสี่ยงต่อสุขภาพมากมาย หากได้ร่างกายได้รับอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ถูกสุขลักษณะ
ข้อมูลอ้างอิง :