ภาวะโลหิตจาง หรือภาวะซีด (anemia) พบได้มากถึงร้อยละ 16-62 ของประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตามปัญหานี้มักจะถูกมองข้าม และจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม วันนี้เอลเดอร์จึงนำความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง ทั้งสาเหตุ อาการและการรักษา มาฝากทุกท่านเพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลผู้สูงอายุต่อไปครับ

ภาวะโลหิตจาง คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์หรือระดับฮีโมโกลบินในเลือดตํ่ากว่าปกติ ดังนั้นการทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายจึงไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หน้ามืด เวียนหัวและหมดสติได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถพบได้ในปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของผู้สูงอายุเช่นกัน จากการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สูงอายุกำลังมีภาวะนี้ นั่นทำให้ภาวะโลหิตจางเป็นปัญหาทางสุขภาพที่ถูกมองข้ามและอาจไม่ได้รับรักษาก่อนจะมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกจึงได้มีการกำหนดเกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะโลหิตจางในผู้ใหญ่โดยใช้ระดับฮีโมโกลบินเป็นตัวบ่งชี้ เมื่อมีระดับฮีโมโกลบินน้อยกว่า 13 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย และระดับฮีโมโกลบินน้อยกว่า 12 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

ภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุเกิดไดจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรมหรือการเกิดโรคร่วม โดยภาวะโลหิตจางจากการขาดสารอาหารสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้ครับ
1. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบบอยที่สุดของในผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุของการขาดธาตุเหล็กส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเสียเลือดเรื้อรังจากทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไสใหญ หลอดอาหารอักเสบและเนื้องอกในลำไส้ นอกจากนี้อาจเกิดจากการดูดซึมธาตุเหล็กที่ผิดปกติ เช่น การอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นต้น นอกเหนือจากอาการที่สังเกตได้ภายนอก เช่น เหนื่อยง่าย และอ่อนเพลีย นอกจากนั้นผู้มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กยังมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากอักเสบแตกเป็นร่องและมุมปากอักเสบ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะทำการการวินิจฉัยด้วยการการตรวจสเมียร์เลือด ซึ่งจะพบลักษณะเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก และติดสีจาง หรือใช้การตรวจวัดค่าเฟอริติน (ferritin) ในซีรัม ซึ่งผู้มีภาวะโลหิตจางจะมีค่าเฟอริตินในซีรัมน้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ธาตุเหล็กทดแทน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยสร้างฮีโมโกลบินให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นยังต้องทานธาตุเหล็กเสริมอย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน เพื่อใหเหล็กสะสมเพียงพอและป้องกันการเกิดซ้ำ
อาหารที่ช่วยเพิ่มธาตุเหล็ก

การเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงสามารถช่วยบรรเทาและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ ซึ่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับและธัญพืช นอกจากนี้ผักพื้นบ้านบางชนิดนั้นอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น ผักกูด ผักโขม ขมิ้นขาว ดอกโสน ยอดมะกอก กระถิน ใบชะพลู ขี้เหล็ก เป็นต้น
2. โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12

ในภาวะปกติร่างกายต้องการวิตามินบี12 ประมาณวันละ 1 ไมโครกรัมในผู้ใหญ่ การขาดวิตามินบี12 จึงเกิดได้ทั้งจากการรับประทานน้อยหรือการใช้ยาบางชนิด แต่สำหรับภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12 มักเกิดจากการดูดซึมสารอาหารที่น้อยลงตามวัยของผู้สูงอายุ ซึ่งอาการที่พบจะมีเป็นลักษณะเฉพาะคือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ระบบประสาทของไขสันหลังผิดปกติ เป็นต้น ในการรักษาแพทย์จะให้วิตามินบี12 ทดแทน ขนาด 1,000 ไมโครกรัม โดยฉีดเขาหลอดเลือดเพื่อเพิ่มวิตามินบี12 อย่างรวดเร็ว โดยระยะเวลาการรักษาด้วยการฉีดวิตามินบี12 นั้นใช้เวลาหลายเดือนและต้องพบแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อใหวิตามินบี12 สะสมในร่างกายและเพื่อให้ชะลอการเกิดภาวะโลหิตจางที่มักจะกลับมาเป็นซ้ำ
อาหารที่ช่วยเพิ่มวิตามินบี12

สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี12 ได้แก่ หอยลาย ตับ ธัญพืช ปลาแซลมอน นมไขมันต่ำ ไข่ อกไก่และเนื้อแดง เป็นต้น
3. โลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิค

ส่วนมากแล้วการขาดกรดโฟลิค เกิดจากการรับประทานกรดโฟลิคไม่เพียงพอ หรือ การรบกวนการดูดซึม เช่น ในผู้ป่วยติดสุราเรื้อรัง ผู้มีภาวะโลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิคจะมีอาการเหมือนโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12 แต่ไม่มีอาการทางระบบประสาท ดังนั้นในการวินิจฉัยนอกจากจะมีการการตรวจสเมียร์เลือดแล้ว ก็จะมีการวัดคากรดโฟลิคในซีรัม ซึ่งหากมีค่าน้อยกวา 2.5 หรือ 3 ไมโครกรัมต่อลิตร จะบ่งชี้ถึงการขาดกรดโฟลิค การรักษาภาวะนี้จึงทำได้โดยการรับประทานกรดโฟลิคทดแทน ตามคำแนะนำของแพทย์
อาหารที่ช่วยเพิ่มกรดโฟลิค

กรดโฟลิคมักพบได้มากในผักใบเขียว ผลไม้ และธัญพืช เช่น บร็อกโคลี่ ผักโขม ข้าวโพด อาโวคาโด แคนตาลูป เมล็ดทานตะวันและถั่วแดง รวมทั้งวัตถุดิบใกล้ตัว เช่น ไข่ไก่
นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่ออายุที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการสร้างฮอร์โมน erythropoietin ที่ลดลง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางแฝงอยู่เสมอ ภาวะโลหิตจางส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยตรง การป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากจากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและมีประโยชน์แล้ว ผู้สูงอายุยังควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามิน B12 เช่น ชาและกาแฟ รวมทั้งแคลเซียมในนมและชีสซึ่งไม่ควรรับประทานพร้อมกับการรับประทานอาหารหรือยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาภาวะโลหิตจางจากการขาดสารอาหารได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้น
อ้างอิง
–