ถ้าพูดถึงผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่เป็นได้ทั้งข้าวของเครื่องใช้ อาหารคาวหวาน เป็นยา สรรพคุณครอบจักรวาล คงหนีไม่พ้น “กล้วย” ด้วยสรรพคุณทางยาที่โดดเด่น จึงมีการบรรจุลงในตำราแพทย์พื้นบ้านไทย ผลไม้ธรรมดา ๆ กับคุณประโยชน์ที่ไม่ธรรมดา ที่สามารถกินกันได้ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยสูงอายุ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ยิ่งให้คุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญในหลาย ๆ ด้าน เอลเดอร์ชวนทุกคนมาเรียนรู้ยาดีเพื่อสุขภาพอย่างกล้วยไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

กล้วยกับประโยชน์รอบด้านเพื่อผู้สูงอายุ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด ดังนั้น เอลเดอร์จึงขอแบ่งคุณประโยชน์ของกล้วยเพื่อผู้สูงอายุออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้
1. การส่งเสริมสุขภาพ
กล้วยกับการดูแลผิว
เมื่อคนเราอายุเริ่มมากขึ้น ก็ย่อมมีการเสื่อมสลายและถดถอยของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงผิวหนัง ที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย หลอดเลือดเปราะจนเกิดรอยฟกช้ำได้ง่าย มีจุดกระดำกระด่าง ผิวแห้งเป็นขุย เนื่องจากการเสื่อมสภาพการทำงานของต่อมไขมัน ซึ่งผลิตไขมันได้น้อยลง ดังนั้นการกินกล้วยจึงสามารถช่วยในเรื่องผิวพรรณของผู้สูงอายุได้มากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น
(1) กล้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีน ที่ช่วยชะลอความชราและริ้วรอยต่าง ๆ รวมไปถึงความเสื่อมของเซลล์
(2) กล้วยสามารถนำมาพอกหน้า ช่วยในเรื่องความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดความหยาบกร้าน โดยนำกล้วยสุกมาผสมกับน้ำผึ้งสัก 2 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากันแล้วจึงนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที จึงล้างออก ผิวหน้าของคุณจะเนียนนุ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ
(3) เปลือกกล้วย ช่วยในเรื่องการสมานแผลและรักษาอาการฟกช้ำ ซึ่งในผู้สูงอายุเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ทำได้โดยการเอาเปลือกกล้วยมาถูบริเวณที่เกิดรอยช้ำ และยังมีสรรพคุณ แก้เม็ดผื่นคันจากยุงกัด โดยใช้เปลือกกล้วยด้านในทาบริเวณที่โดนยุงกัด จะช่วยลดอาการคันและทำให้เม็ดผื่นคันยุบตัวลงเร็วขึ้น

2. การป้องกันโรค
กล้วยกับการปรับสมดุลร่างกาย
วัยสูงอายุถือว่าเป็นวัยที่ฮอร์โมนขาดความสมดุล ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนมีการแปรปรวน จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งกล้วยสามารถปรับสมดุลร่างกายได้ กล่าวคือ ในกล้วยมีสารทริปโตเฟน (Tryptophan) เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ที่หลั่งออกมาทำให้คนเรารู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินซี ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน มีกากใยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ง่าย

– กล้วยกับการสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ
ผู้สูงอายุที่เป็นเพศหญิง เมื่อหมดประจำเดือน จะสูญเสียมวลกระดูก นำไปสู่การเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งในกล้วยน้ำว้าจะมีวิตามินซี และแคลเซียมสูงมาก เพียงทานวันละ 4 ลูก ก็จะรับแคลเซียมได้เพียงพอต่อวัน

3. การรักษา
กล้วยกับการรักษาระบบทางเดินอาหาร
ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นท้องผูก จนนำไปสู่ริดสีดวงทวาร ดื่มน้ำน้อยหรือกินกากใยอาหารไม่พอ อาหารไม่ย่อย ท้องเฟ้อ จากการที่ฟันไม่แข็งแรงทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด กรดไหลย้อน กินอาหารเสร็จแล้วนอนเลย โรคกระเพาะอาหาร จากความเครียดต่าง ๆ ฯลฯ

(1) กล้วยดิบ มีสารแทนนินที่ฤทธิ์ช่วยรักษาอาการท้องเสียและอาการบิด ยังป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร จากการที่สารแทนนินไปกระตุ้นผนังกระเพาะอาหารให้มีการหลั่งเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้น โอกาสเป็นแผลก็น้อยลง ช่วยให้ลดอาการเสียดท้อง  แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วย จึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย แต่เนื่องจากการกินกล้วยดิบจะค่อนข้างลำบาก เพราะยางเยอะ ปัจจุบันจึงมีออกมาในรูปอาหารเสริม “ผงกล้วยดิบ” สำหรับชงดื่ม ก็จะสามารถช่วยให้กินได้ง่ายขึ้นครับ

วิธีทำยาแก้โรคกระเพาะ
1. ใช้กล้วยดิบฝานบางๆ แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส หรือตากแดดอ่อนๆ จนกว่าจะแห้ง
2. เมื่อกล้วยแห้งแล้วให้นำมาบดเป็นผง ใช้รับประทานก่อนอาหาร 3 มื้อ ครั้งละ 1 ช้อนชา สามารถผสมกับน้ำผึ้งเพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น

(2) กล้วยสุก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เหมาะมากสำหรับใครที่มีอุจจาระแข็งหรือเป็นริดสีดวงทวาร ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะมีเส้นใยและกากอาหารมาก ทำใหสามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น เนื่องจากกล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องรับประทานเป็นประจำ วันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล

กล้วยกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงถือว่าเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังยอดฮิตในผู้สูงอายุเลยครับ ซึ่งเป็นโรคที่ค่อนข้างเป็นอันตราย เนื่องจากสามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคร้ายแรงตามมาได้อีกหลายโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ อัมพาต โรคไต เป็นต้น โดยมีรายงานจากหนังสือ The New England Journal of Medicine ระบุว่า ผู้ที่กินกล้วยเป็นประจำ จะลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40% เหตุผลที่กล้วยสามารถช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้นั้นกล่าวคือ
(1) กล้วยเป็นแหล่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
(2) การกินเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง ทำได้โดยนำเปลือกกล้วยหอมสดมาต้มน้ำ แล้วกรองเอาแต่น้ำไปดื่ม จะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ แต่หากใครกินกล้วยสุกเป็นประจำอยู่แล้ว ก็สามารถลดได้เช่นกันครับ

กล้วยกับการรักษาฟันผุ

อย่างที่ได้กล่าวไปแล่วในข้างต้นว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง เมื่อเรากินกล้วยเข้าไปจะทำให้สภาพช่องปากมีสภาพเป็นด่าง จึงช่วยป้องกันผุได้นั่นเอง แต่แม้ว่ากล้วยจะช่วยป้องกันฟันผุได้ก็จริง แต่อย่าลืมที่แปรงฟันให้สะอาดกันด้วยนะครับ

กล้วยกับการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ

ผู้สูงอายุจำนวนมากมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยทั่วไปแพทย์จะจ่ายยาในกลุ่มของ beta blockers หรือยาลดความดันโลหิต ซึ่งยาดังกล่าวก็จะมีอาการข้างเคียง เช่น หายใจถี่ น้ำหนักขึ้น ซึ่งในผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเพียงเล็กน้อย แพทย์จะลดยาดังกล่าวลง โดยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจะนำไปสู่การไหลเวียนโลหิตไม่ดี เกิดการบวมที่ข้อเท้า แนะนำให้กินกล้วยแทนเนื่องจากมีโพแทสเซียมที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ

4. การฟื้นฟู
กล้วยกับการเยียวยาสุขภาพจิต
ผู้สูงอายุมักมีอาการวิตกังวลและซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งเป็นผลมาจากความเหงา การสูญเสียคู่ชีวิตหรือสูญเสียอิสระ โดยยาที่ใช้รักษาอาการซึมเศร้าส่วนใหญ่ จะส่งผลข้างเคียงให้มีอาการง่วงนอน น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น แพทย์จึงแนะนำให้กินกล้วยเพื่อบรรเทาอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า จิตใจก็จะแจ่มใส นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ตัวช่วยที่สามารถบรรเทาอาการดังกล่าวนี้ได้ คือ การเข้าสังคม การออกกำลังกาย 

กินกล้วยอย่างไรให้เป็นยา
สำหรับผู้สูงอายุ แนะนำให้กินกล้วยวันละ 1-2 ลูก โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า เนื่องจากมีกากใย วิตามินซี และให้พลังงานสูงมาก แถมยังย่อยง่ายอีกด้วย ที่สำคัญในผู้สูงอายุที่มีปัญหาช่องปาก การกินกล้วยจะช่วยลดภาระในการเคี้ยวลง แต่หากใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย เป็นริดสีดวงทวาร ควรกินกล้วยหอมสุกเป็นประจำในช่วงเช้า วันละ 1-2 ลูก จะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ลดการกระทบต่อริดสีดวงขณะขับถ่าย

ข้อควรระวังจากการกินกล้วย

– หากผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคไต ควรจะต้องระมัดระวังการกินกล้วยเป็นพิเศษนะครับ เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมเกิน ไตจะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อขับแร่ธาตุ 
– ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องจำกัดการกินกล้วยบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนื่องจากมีน้ำตาลในปริมาณสูง
– ในการกินกล้วยสุก จำเป็นต้องเคี้ยวให้ละเอียด เพราะกล้วยมีส่วนประกอบของแป้งถึง 20-25% หากเคี้ยวไม่ละเอียดจะทำให้ท้องอืดได้

รู้อย่างนี้แล้ว เรื่องกล้วย ๆ ก็ดูจะไม่กล้วยอย่างที่คิด ว่าแต่วันนี้คุณกินกล้วยแล้วหรือยัง?

ข้อมูลอ้างอิง
https://bit.ly/3bMRcK8
http://bit.ly/2ORxyDN
http://bit.ly/2NiZwrz

บทความอื่นๆ

เนื้อปลานั้นมีประโยชน์มากหลาย อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและยังอุดมไปด้วยไขมันดีเหมาะกับผู้สูงอายุอย่างยิ่ง
ผู้สูงอายุหลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับ "แกงเลียง" กันดี เรามาดูกันครับว่าแกงเลียงนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
ผู้ป่วยโรคไตจะทานอะไรก็ยากไปหมด แม้กระทั่งเครื่องดื่ม เรามาดูกันครับว่าสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตสามารถดื่มอะไรได้บ้าง
error: Content is protected !!
Scroll to Top