สุขภาพช่องปากเป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจละเลย เพราะอาจมองว่าไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพอะไรมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วหากเรามีปัญหาสุขภาพช่องปากก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาได้ครับ เช่น ภาวะเบื่ออาหารเพราะเคี้ยวอาหารไม่ได้ จึงนำไปสู่การขาดสารอาหารและเกิดโรคต่างๆตามมา สำหรับชาวสูงวัยสุขภาพปัญหาช่องปากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุฟันของเราที่เหลืออยู่นั้นเรียกว่าผ่านการใช้งานมาอย่างมากมายจากการรับประทานอาหารต่างๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวฟัน และเกิดการสะสมของคราบหินปูนที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากอีกมากมาย

สำหรับปัญหาในช่องปากที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ ฟันผุ ยิ่งฟันผุลึกถึงรากฟันยิ่งอันตราย ปัญหาเหงือกร่นที่เกิดจากการเสียดสีของฟันเทียม จนเป็นแผลที่เหงือก ที่ลิ้น หรือที่มุมปาก เหงือกอักเสบ หินปูนสะสมทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน รวมถึงปัญหากลิ่นปากที่ทำให้ขาดความมั่นใจ
วันนี้เอลเดอร์จึงนำข้อมูลปัญหาช่องปาก ที่ผู้สูงอายุมักเป็นกันมาแชร์ให้หลายคนๆ ทราบถึงสาเหตุของปัญหา และวิธีการดูแลช่องปากอย่างถูกต้องของแต่ละอาการกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้ส่งผลร้ายแรงในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา
1. ปัญหากลิ่นปากไม่พึงประสงค์

กลิ่นปากเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจในการสนทนากับผู้อื่น เรามาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวกันครับ
– เกิดจากเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน ในบริเวณที่ทำความสะอาดไม่ถึง หรือในซอกฟันที่เกิดฟันผุ ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นออกมา
– เกิดจากการมีคราบพลัคหรือคราบหินปูนสะสมอยู่ตามซอกฟัน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย
– เกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม ชะอม ทุเรียน หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ จึงทำให้ลมหายใจมีกลิ่น
– เกิดจากมีโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ต่อมทอนซิลอักเสบวัณโรค โรคปอด และโรคระบบทางเดินอาหาร
วิธีการดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นปาก
- ดื่มน้ำมาก ๆ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย
- แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร และอย่าลืมและแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น หากไม่สะดวกให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก
- ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง
- เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
- งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม ชะอม หัวหอม
- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ นมหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก หรือหากดื่มเสร็จแล้วให้ดื่มน้ำเปล่าล้างปาก
- ไม่สูบบุหรี่
- ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ
2. หินปูนสะสม

คราบหินปูน หรือหินน้ำลาย เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากรวมตัวกับเศษอาหารหรือโปรตีน กลายเป็นแผ่นจุลินทรีย์เกาะอยู่บริเวณขอบฟันที่ติดกับเหงือก เมื่อทับถมมากขึ้นจะกลายเป็นหินปูนเนื้อขาวขุ่น มีลักษณะแข็ง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
– การแปรงฟันไม่สะอาด
– มีเศษอาหารติดจนกลายเป็นแผ่นจุลินทรีย์เกาะอยู่ที่ขอบฟันที่ติดกับเหงือก
– การใช้ยาบางชนิด
– การสูบบุหรี่
– เครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดคราบ เช่น กาแฟ ชา สุรา
หากปล่อยให้คราบหินปูนสะสมในช่องปากเป็นเวลานานจะทำให้เกิด โรคปริทันต์ มีอาการดังนี้
1. เลือดออกขณะแปรงฟัน
2. เหงือกบวมแดง
3. มีกลิ่นปาก
4. เหงือกร่น
5. มีหนองออกจากร่องเหงือก
6. ฟันโยก
7. ฟันเคลื่อนออกจากกัน
วิธีการดูแลและป้องกัน
- การทำความสะอาดฟัน แปรงฟันอย่างถูกวิธี ควรแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ตอนเช้าและก่อนนอน จะช่วยลดการเกิดคราบติดค้างในช่องปาก
- หมั่นทำความสะอาดซอกฟัน โดยการใช้ไหมขัดฟัน แปรงระหว่างซอกฟัน แปรงลิ้น
- นัดพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูน ทุกๆ 6 เดือน เพื่อไม่ให้คราบหินปูนสะสมเยอะเกินไป
3. เหงือกอับเสบ

อาการเหงือกอักเสบ เป็นปัญหาช่องปากที่หลายๆคนพบเจอเป็นประจำ โดยบางครั้งก็มีความเข้าใจผิดๆว่า เหงือกอักเสบเกิดจากการเป็นร้อนใน กินน้ำเยอะๆก็หาย แต่ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุของเหงือกอักเสบเกิดจากการสะสมของแบคทีเรียที่ก่อตัวขึ้นตามช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก ลักษณะเป็นคราบสีขาวขุ่นนุ่ม โดยอาหารพวกแป้ง และน้ำตาลที่เกาะบนผิวฟันเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียเหล่านั้น เมื่อทำความสะอาดฟันไม่ดีพอก็จะส่งผลให้แบคทีเรียเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น และปล่อยกรดและสารพิษออกมากระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่เหงือก ทำให้เกิดอาการบวมแดงอักเสบ และมีเลือดออก
สังเกตอาการของเหงือกอักเสบ
- มีเลือดออกขณะแปรงฟัน
- เหงือกบวมแดง รู้สึกเจ็บบริเวณที่บวม
- ฟันดูยาวขึ้น เนื่องจากเหงือกร่นลง
- เหงือกไม่ติดอยู่กับฟัน เหมือนมีร่อง
- ฟันมีการขยับเขยื้อนเวลาเคี้ยว
- มีหนองไหลออกมาจากบริเวณร่องเหงือก
- มีกลิ่นปาก หรือรสชาติแปลกๆ ในปาก
วิธีรักษาและป้องกันปัญหาเหงือกอักเสบ
- ทำการขูดหินปูนเป็นประจำ ทุกๆ 5-6 เดือน เพื่อกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะลึกลงไปยังผิวรากฟันในร่องเหงือก
- ดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มบาง เพื่อให้แปรงสามารถเข้าถึงซอกใต้ขอบเหงือกและไม่ทำร้ายเหงือกให้ระคายเคือง
- การใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี ด้วยการสอดไหมขัดฟันเข้าไประหว่างซี่ฟัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์และการเกิดหินปูนเกาะใหม่

เรื่องสุขภาพช่องปากจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และไม่ควรมองข้ามกันอีกต่อไป ยิ่งดูแลสุขภาพปากของเราได้ดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีโอกาสได้ดูแลสุขภาพร่างกายของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะการทานอาหารคือสิ่งที่จะช่วยเยียวยาร่างกายของเราให้ได้รับสารอาหารที่ต้องการในแต่ละวัน และทดแทนสิ่งที่ร่างกายขาดในแต่ละวันได้อีกด้วย เริ่มต้นดูแลสุขภาพช่องปากของคุณตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข เพราะยิ่งนานวันเรายิ่งแก่ขึ้นปัญหาก็จะยิ่งสะสมเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาที่กล่าวมานี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุหลายคน ผลกระทบนั้นส่งผลอย่างไรไปดูกันครับ
1. ทำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารลำบาก การบดเคี้ยวยาก และไม่อยากรับประทาน
2. ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
3. เกิดอักเสบหรือติดเชื้อในช่องปาก
4. เชื้อโรคก็อาจลงไปในหลอดลมและปอดเข้าไปทำลายระบบภายในร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

