วัยสูงอายุเป็นวัยที่อวัยวะภายในร่างกายเริ่มเสื่อม ซึ่งส่งผลต่อการทำงานให้ได้อย่างปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบทางเดินอาหาร หากเมื่อใดที่ผู้สูงอายุมีปัญหา ไม่สามารถทานอาหารได้อย่างปกติ เมื่อนั้นจะส่งผลกับร่างกายในอีกหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การขาดสารอาหาร การสร้างภูมิต้านทานร่างกาย หรือแม้กระทั่งเรื่องของจิตใจ ซึ่งก็นับว่าเป็นปัญหาที่กวนใจผู้สูงอายุไม่น้อย แล้วโรคอะไรบ้างล่ะ ที่เป็นโรคระบบทางเดินอาหารที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เอลเดอร์จะพาไปดูกันครับ

HILIGHTS:
· 4 โรคระบบทางเดินอาหารที่น่าจับตามองเป็นพิเศษซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในถุงน้ำดี และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
· ด้วยพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การทานอาหารที่เน้นรวดเร็ว ไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารมีปัญหาตามมา ทั้งอาหารไม่ย่อย ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
· หากเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารและการดำเนินชีวิตก็ถือว่าเป็นตัวช่วยในการรักษาและป้องกันร่างกายของเราให้ห่างไกลจากโรคได้มาก
โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD) เป็นโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากภาวะที่มีน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณคอและแสบที่ยอดอก จุกเสียดแน่นบริเวณลิ้นปี่ แต่รู้ไหมครับ ด้วยความที่อาการดังกล่าวนี้ดันไปคล้ายกับอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วคนละโรคกันนะครับ อย่าสับสนเชียวล่ะ

สาเหตุ: เกิดจากการที่หูรูดระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารอ่อนแอ ไม่สามารถต้านแรงดันภายในช่องท้อง ทำให้น้ำย่อยจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร จึงทำให้มีอาการแสบระคายเคืองคอและขมปาก
อาการ: แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ ไอ เสียงแหบ เจ็บหน้าอก
การรักษาและป้องกัน
– รักษาด้วยยา เช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาลดกรด
– ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด รวมถึงเครื่องดื่มจำพวกชา กาแฟ น้ำอัดลม
– ไม่ควรนอนทันทีหลังจากทานอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
– พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
– ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากจนเกินไปและหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ
โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร เรียกได้ว่าเป็นโรคสุดคลาสสิคในระบบทางเดินอาหารที่สร้างความรำคาญใจให้ผู้ที่เป็นจริง ๆ ครับ เพราะไม่ว่าจะหิวหรืออิ่มก็ปวดท้องไม่ต่างกัน หลายคนเรียกโรคนี้ว่า โรคคู่แฝดกับโรคกรดไหลย้อน เพราะอาการช่างคล้ายกันซะเหลือเกินครับ

สาเหตุ: เกิดจากการเสียสมดุลของกรดที่หลั่งออกมา ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารจนเกิดความระคายเคือง (คุ้น ๆ กันไหมครับว่าเหมือนหรือต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร เอลเดอร์จะเฉลยให้หลังจากนี้ครับ)
อาการ: ปวด จุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ที่พบบ่อยสุดคือเวลาท้องว่างหรือหลังมื้ออาหาร มีอาการแสบ บางรายอาจมีอาการเรอเปรี้ยวและคลื่นไส้ได้
การรักษาและป้องกัน
– ควรทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ
– หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
– งดการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงเยื่อบุกระเพาะอาหารลดลง ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าลง
– ทานยาลดกรดติดต่อกันอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์
– พยายามเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ความแตกต่างระหว่างกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะอาหาร: หากเราสังเกตสาเหตุของทั้งสองโรคจะพบว่าอาการคล้ายกันมากใช่ไหมครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ความแตกต่างของสองโรคจะอยู่ที่ตำแหน่งของอาการเกิดโรค คือ โรคกรดไหลย้อนจะอยู่ที่หลอดอาหาร ส่วนโรคกระเพาะอาหารจะอยู่ตัวกระเพาะอาหารนั่นเองครับ ซึ่งหากปล่อยให้มีอาการเรื้อรังสามารถนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งได้ครับ

โรคนิ่วในถุงน้ำดี
เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุ ถือว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างความทรมานไม่น้อยกับผู้ที่เป็นครับ

สาเหตุ: เกิดจากการตกผลึกของหินปูน(แคลเซียม) คอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน (เป็นสารตัวหนึ่งที่เกิดจากการแตกตัวหรือการตายของเซลล์เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นก้อน สีขาวบ้าง เหลืองบ้าง หรือคล้ำกว่าตามชนิดของโรค ซึ่งสามารถเกิดเป็นก้อนเดียวหรือหลาย ๆ ก้อนก็ได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคนั้น มาจากภาวะโรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้น ถุงน้ำดีบีบตัวน้อยลง ทำให้มีน้ำดีตกค้างเป็นเวลานานและเกิดการตกตะกอน

อาการ: โดยทั่วไปจะไม่แสดงอาการครับ แต่อาจจะตรวจเจอโรคโดยบังเอิญ แต่บางรายสามารถมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงบริเวณท้องส่วนบนหรือด้านขวา ระยะเวลาปวดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 15 นาที ถึงหลายชั่วโมง ท้องเฟ้อเหนือสะดือ อาการคล้ายอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมักเป็นหลังจากการทานอาหารที่มีไขมันสูง
การรักษาและป้องกัน
– ลดการทานอาหารที่มีไขมันสูง
– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– สำหรับการรักษานั้นทำได้ด้วยการผ่าตัด
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
เป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่ต้องจับตามองกันเลยครับ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นโรคอันดับ 3 ในเพศชายและอันดับ 5 ในเพศหญิง

สาเหตุ: เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีลักษณะเป็นต่อมในลำไส้ใหญ่ และก่อนที่เซลล์จะกลายเป็นมะเร็ง อาจพบลักษณะคล้ายติ่งเนื้องอกในลำไส้ที่ถูกปล่อยให้ค่อย ๆ งอกโตขึ้นจนพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากพันธุกรรมได้ด้วยครับ
อาการ: พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องผูก ท้องเสีย รู้สึกถ่ายไม่สุด ปวดท้อง แน่นและอึดอัดเหมือนมีแก๊สในท้อง อ่อนเพลีย น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุ
การรักษาและป้องกัน
– หากเริ่มเป็นในระยะต้น ก้อนเนื้อยังมีขนาดเล็ก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดทิ้งไป แต่หากเกิดในระยะลุกลามและก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ อาจจะต้องผ่าตัดลำไส้ใหญ่บางส่วน ร่วมกับการให้เคมีบำบัดและการฉายรังสี
– ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้
– ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ เน้นการทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร ซึ่งผลดีต่อระบบขับถ่าย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

การจะเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีนั้นทำได้ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่หันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นประจำ ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค เพียงเท่านี้ก็จะสามารถห่างไกลจากโรคภัยได้แล้ว หวังว่าบทความที่เอลเดอร์นำมาฝากกัน จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ท่านนะครับ
ข้อมูลอ้างอิง
–
–
–
–
–