ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ประชาการที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กิจวัตรประจำวันหลายๆอย่างของผู้สูงอายุในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากผู้สูงอายุในอดีต น้องเอลเดอร์ขอยกตัวอย่างเช่น ชีวิตในวัยหลังเกษียณของคนสมัยก่อนอาจจะอยู่บ้าน พักผ่อน ปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก แต่ในปัจจุบันผู้สูงอายุมีความสามารถในการดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งยังมีกิจกรรมหารายได้เสริมต่างๆที่ทำให้ชีวิตหลังเกษียณไม่เงียบเหงาจนเกินไป
การขับรถก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่แสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีรายงานทางสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่มสาว เนื่องมาจากประสบการณ์และความระมัดระวังที่มีมากกว่า ผู้สูงอายุมักจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ และยังขับรถด้วยความเร็วต่ำ ทำให้โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุมีน้อยกว่าช่วงวัยกลางคน อย่างไรก็ตามปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัวบางชนิดก็มีผลต่อความสามารถในการขับรถที่ถือเป็นข้อควรระวังสำหรับผู้สูงอายุ
1. โรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบต่างๆ
เมื่ออายุมากขึ้นส่งผลให้การเคลื่อนไหวของเอ็นและข้อต่อยากมากขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านอาจประสบปัญหาข้อติดหรือข้ออักเสบ ทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกสำหรับการขับรถ เช่น การหมุนพวงมาลัยอย่างรวดเร็ว การเหยียบเบรก หรือการชำเลืองมองกระจกรถ เป็นต้น นอกจากนี้การขับรถเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการข้อเท้าอักเสบและปวดหลังได้
คำแนะนำเพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
· พบแพทย์เมื่อมีอาการข้อติด ขยับลำบาก และเจ็บปวดเกิดขึ้นขณะขับรถ
· ควรเลือกใช้รถระบบออโต้แทนรถยนต์ระบบเกียร์ เพื่อการความคุมที่ง่ายขึ้นและเลือกรถที่มีกระจกขนาดใหญ่สามารถสมองเห็นได้ชัดเจน
· ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของเอ็นและข้อต่อ เช่น ด้วยการเดิน ยืดเหยียดร่างกายและบริหารหัวไหล่ เป็นต้น
2. ปัญหาด้านการมองเห็น
ผู้สูงอายุมักมีมีภาวะสายตายาวทำให้การมองเห็นระยะสั้นไม่ชัดเจน โรคตาชนิดต่างๆ เช่น ต้อหินและต้อกระจกที่มีลานสายตาแคบลง มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดีและอาจมองเห็นแสงไฟบอกทางไม่ชัด สำหรับภาวะจอประสาทตาเสื่อมจะส่งผลให้มองเห็นภาพได้ไม่ชัดในที่ที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืน
คำแนะนำเพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
· ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ควรพบจักษุแพทย์ปีละครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพสายตาและเข้ารับการรักษาปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตาอย่างต่อเนื่อง
· หากต้องใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์เพื่อการมองเห็นอย่างชัดเจน จำเป็นต้องตรวจสอบค่าสายตาให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ และไม่ลืมสวมใส่อุปกรณ์ตัวช่วยเหล่านี้ทุกครั้งที่ขับรถ
· หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงเวลากลางคืนหากมีปัญหาเรื่องการมองเห็นในที่มืด รวมทั้งไม่ควรขับรถในช่วงที่แสงแดดจ้ามากๆหรือช่วงดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ปริมาณและความเข้มของแสงล้วนมีผลต่อการมองเห็นของผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อตาล้าจากการเพ่งมองได้ หรือ การหรี่ตาเป็นเวลานานได้
3. ปัญหาด้านการได้ยิน
เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการได้ยินเสียงจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในการจราจรจำเป็นต้องใช้การให้สัญญาณเสียงในการสื่อสารบนท้องถนน เช่น เสียงบีบแตร และเสียงไซเรน เป็นต้น ดังนั้นปัญหาเรื่องการได้ยินนี้อาจนำมาสู่อันตรายในการขับรถได้ เช่น หากไม่ได้ยินสัญญาณเตือนต่างๆ หรือ ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่มาจากรถตัวเอง เป็นต้น
คำแนะนำเพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
· ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรตรวจเช็คสุขภาพหูและความสามารถในการได้ยิน ทุก 3 ปี
· ในขณะขับรถ ไม่ควรเปิดเสียงรบกวนการได้ยินเสียงสัญญาณจราจร ควรทำให้บรรยากาศในรถเงียบ เพื่อที่จะได้ยินเสียงแวดล้อมและทำให้ผู้ขับมีสมาธิยิ่งขึ้น
4. ปัญหาการตอบสนองช้า
การตอบสนองของร่างกายอาศัยการทำงานของทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อและกระดูกในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามในผู้สูงอายุมักพบว่าการตอบสนองต่อส่งเเวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่างจะเป็นการเคลื่อนที่ หรือเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ช้าลง เช่น ด้วยภาวะข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากนี้อาการชาตามปลายนิ้วยังทำให้การรับความรู้สึกและเคลื่อนไหวช้าลงด้วยเช่นกัน อาจส่งผลให้การเหยียบเบรก เหยียบคันเร่ง ได้ไม่ทันกาลในสถานการคับขันที่เกิดขึ้นบนท้องถนน
คำแนะนำเพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
· เว้นระยะห่างมากจากรถคันข้างหน้ามากขึ้น ในกรณีฉุกเฉินผู้สูงอายุยังมีระยะในการออกตัวหรือเบรกรถ
· เริ่มหยุดรถจากระยะไกล ไม่เบรกกระชั้นชิด
· หลีกเลี่ยงการขับรถไปบริเวณที่รถติด หรือในชั่วโมงเร่งด่วน
5. การใช้ยาบางชนิด
เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนมากมีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องใช้ยาบางชนิด ซึ่งอาจที่มีฤทธิ์ง่วงซึม เช่น ยาแก้เวียนศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายในการขับรถเนื่องจากทำให้ง่วงนอน มึนงง สับสนได้ รวมถึงทำให้ความสามารถในการตัดสินใจช้าลง สมาธิสั้นและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินลดลง
คำแนะนำเพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
· ถ้ามีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่ายาที่ใช้มีผลให้เกิดอาการง่วงซึมหรือไม่
· หลีกเลี่ยงการขับรถเมื่อต้องรับประทานยาที่มีฤทธิ์ง่วงซึม
ดังนั้นก่อนที่ผู้สูงอายุจะตัดสินใจขับรถเพื่อทำกิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวันคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ควรมีการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในการขับขี่รถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และกระดูกและข้อต่อ
2. หากท่านมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่าสามารถที่จะขับรถได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากอาการและยาที่ใช้รักษา
3. ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องฉุกเฉิน
4. หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน
5. หลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น เนื่องจากทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัด ร่วมกับถนนเลื่อนที่ทำให้การควบคุมรถยากขึ้น
7. ไม่ควรขับรถทางไกลหรือไปในที่รถติดซึ่งต้องใช้เวลาในการขับขี่เป็นเวลานาน
8. หากเป็นไปได้ ควรมีคนนั่งรถไปด้วยเพื่อช่วยกันดูเส้นทาง สัญญาณไฟจราจรและช่วยตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน
อ้างอิง
https://mayocl.in/3fv910l