การที่ผู้สูงอายุมีภูมิต้านทานต่ำ อาจไม่ได้นำมาแค่ปัญหาสุขภาพหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วๆไปเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งปัญหาใหญ่อย่าง “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ” ได้อีกด้วยครับ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่าปีละ 50,000 คน ซึ่งการติดเชื้อดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง และที่สำคัญคือการติดเชื้อในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีโอกาสจะติดเชื้อได้มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว และเมื่อติดเชื้อบางอย่างแล้วจะมีอาการและมีอันตรายที่รุนแรงกว่า ถึงขั้นต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าการติดเชื้อในผู้สูงอายุ จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจนเท่าคนวัยหนุ่มสาว นี่จึงเป็นเหตุผลให้การวินิจฉัยการติดเชื้อในผู้สูงอายุทำได้ยาก เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นอกจากอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว ผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสน ซึม รวมถึงหกล้มได้ หรือในกรณีของปอดอักเสบติดเชื้อ ผู้สูงอายุจะไม่มีอาการไข้ ไอ หรือเหนื่อย แต่กลับมีอาการซึม พูดเพ้อ สับสน เบื่ออาหาร หรือทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง ขณะเดียวกันการตรวจเลือดก็อาจไม่พบว่ามีเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นเหมือนการติดเชื้อในคนหนุ่มสาว อีกด้วยครับ

6 สาเหตุของการติดเชื้อในผู้สูงอายุ

1. ภูมิต้านทานต่ำ ภูมิคุ้มกันลดลง: การที่ผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อที่ต้องต้านทานด้วยภูมิคุ้มกันนี้เพิ่มขึ้น เช่น วัณโรค รวมไปถึงอาจเกิดงูสวัด ซึ่งเป็นโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายเรา ที่จะกำเริบขึ้นมาเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงก็เป็นได้

2. ระบบในร่างกายทำงานได้ไม่ดีดังเดิม: เมื่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายไม่ดีดังเดิม โอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วย เช่น การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุช่องคลอด ทำให้ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะง่าย

3. ได้รับยาที่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง: เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพและต้องทานยาตามแพทย์สั่งอยู่เสมอ จึงอาจได้รับยาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เช่น การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ซึ่งกดภูมิคุ้มกัน หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุซื้อยาต้ม ยาหม้อ ยาไทย ยาชุด ยาลูกกลอนมารับประทานเอง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะยาเหล่านั้นอาจมีสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมอยู่ก็เป็นได้

4. ความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัว : การติดเชื้อในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัวที่ผู้สูงอายุเป็น เพราะผู้สูงอายุมักมีความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัว  เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง ต่อมลูกหมากโต และขาดสารอาหาร เป็นต้น ซึ่งความเจ็บป่วยเหล่านี้ส่งผลให้ความต้านทานโรคต่ำ

5. ผลจากการตรวจรักษา : การส่องกล้องเพื่อตรวจอวัยวะต่างๆ รวมถึงการใส่สายสวนปัสสาวะ และการตรวจรักษาอีกหลายอย่าง อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในผู้สูงอายุได้

6. การนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล : แม้โรงพยาบาลจะเป็นสถานที่ปลอดเชื้อ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นแหล่งของเชื้อโรคด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้สูงอายุที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของโรงพยาบาลได้ และมักเป็นเชื้อโรคที่ดื้อยาด้วย

“ผู้สูงอายุ” เสี่ยงติดเชื้ออะไรบ้าง?

1. ปอดอักเสบติดเชื้อในผู้สูงอายุ ไม่ระวังอันตรายถึงชีวิต

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เมื่อปีพ.ศ.2561 ระบุว่า พบผู้ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบมากที่สุดในกลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้สูงอายุ สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อที่ก่อโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสรุนแรง หรือโรคปอดอักเสบติดเชื้อในประเทศไทยได้ประมาณ 70 – 78 %

ในผู้สูงอายุ โรคปอดอักเสบหรือภาวะปอดติดเชื้อมักเกิดขึ้นหลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียผ่านระบบทางเดินหายใจ คนทั่วไปจึงมักเรียกว่าโรคปอดบวม โดยระยะฟักตัวของโรคใช้เวลาประมาณ 1 – 3 วัน ซึ่งผู้สูงอายุมักมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ มีเสมหะร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หายใจลำบาก บางรายอาจมีอาการเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก หากเป็นนานกว่า 2 – 3 วัน โดยไข้ไม่ลด ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อในปอด และอาจทำให้เสียชีวิตได้

ความจริงแล้ว การติดเชื้อปอดอักเสบสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยระดับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ แต่สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปี มักมีความต้านทานโรคต่ำ จึงมีความเสี่ยงของโรคถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นหากมีคนในครอบครัวเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรแยกผู้สูงอายุไม่ให้เข้าใกล้ผู้ป่วย เนื่องจากอาจติดเชื้อไวรัสจนปอดอักเสบได้

ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานต่ำจากความเจ็บป่วยทั่วไปหรือโรคประจำตัวที่เป็น เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไตวาย ไขมันพอกตับ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากปอดอักเสบได้  เช่น ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หรือที่อันตรายที่สุด คือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ครับ

สำหรับการรักษานั้น หากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งมีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด หลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อแล้วส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน  ส่วนโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักมีความรุนแรงน้อยกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการ ทั้งนี้การป้องกันโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุ สามารถทำได้ ดังนี้
– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและไขมันสูง ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วย
– ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
– หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
– ไม่ควรไปอยู่ในสถานที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ระบาด
– ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากเชื้อโรคมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา โดยฉีดก่อนช่วงหน้าฝนซึ่งเป็นช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด

2. ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเรื่องใกล้ตัวที่ผู้สูงอายุต้องใส่ใจ

การติดเชื้อในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ “การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ” โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นกรดในปัสสาวะ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปัสสาวะเล็ด ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในร่างกายด้วย

การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มักก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
1. การติดเชื้อที่ส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะมีผลต่อไตและท่อไต  
2. การติดเชื้อที่ส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะ มีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตผู้สูงอายุอาจมีไข้และปวดหลังร่วมด้วย

ทั้งนี้ เพศชายจะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่ายเพศหญิง เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน จะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อย ส่งผลให้ค่า pH ในช่องคลอดสูงขึ้น เชื้อโรคจึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่สายสวนในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ที่ทำให้ระบบประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ จึงทำให้ปัสสาวะค้าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของจุดซ่อนเร้น และดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

3. การติดเชื้อในกระแสเลือด

หากพูดถึงการติดเชื้อในผู้สูงอายุที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต คงจะหนีไม่พ้นการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งก็คือการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิตและกระจายไปทั่วร่างกาย โดยผู้ป่วยมักเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน จากนั้นแบคทีเรียจะค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด และก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย เช่น เกิดการอักเสบ ลิ่มเลือดอุดตัน อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยการติดเชื้อในกระแสเลือดมักเกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยในโรงพยาบาล เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว จะมีอัตราเสียชีวิตสูงมาก

หลังการติดเชื้อในกระแสเลือด อาการเริ่มแรกที่จะปรากฏก็คือ มีไข้สูง มือเท้าเย็น รู้สึกหนาวสั่น หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว และคลื่นไส้อาเจียน หากไปรีบไปพบแพทย์ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงขึ้น โดยจะเริ่มมีจุดเลือดออกแดงๆ หรือรอยฟกช้ำขึ้นที่ผิวหนัง รู้สึกมึนงง สับสน การรู้สึกตัวค่อยๆน้อยลง จนถึงขั้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ช็อกและเสียชีวิตได้

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดที่พบบ่อย ได้แก่
1. การติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม
2. การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
3. การติดเชื้อในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ
4. ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอจากสาเหตุอื่นๆ
5. ติดเชื้อจากการรักษาในโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด รวมถึงการติดเชื้อจากการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น การใส่สายสวนปัสสาวะ การใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือการสอดท่อทางหลอดเลือดดำ ซึ่งหากอุปกรณ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนเชื้อโรค ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดได้
6. ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาล ซึ่งมักเป็นเชื้อดื้อยาที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยยาปฏิชีวนะธรรมดา และอาจลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
7. ติดเชื้อผ่านทางบาดแผล เช่น มีบากแผลจากอุบัติเหตุ รวมถึงแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งดูแลทำความสะอาดแผลค่อนข้างยาก ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อผ่านผิวหนังได้

ในด้านการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะจึงถือเป็นการรักษาหลัก โดยแพทย์มักให้ยาด้วยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ชนิดของยาที่ใช้จะต่างกันไปตามชนิดของเชื้อก่อโรค และลักษณะการดื้อยาของเชื้อ ซึ่งระยะเวลาการให้ยาจะอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็วและความดันโลหิตต่ำ แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ยาเพิ่มความดันซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงด้วย และแพทย์อาจพิจารณาการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหรือการให้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ ไม่ให้หัวใจและไตล้มเหลว รวมถึงเป็นการรักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติด้วย

4 วิธีง่ายๆ ป้องกันการติดเชื้อในผู้สูงอายุ

รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด : ทั้งตัวผู้สูงอายุเอง ลูกหลานและผู้ดูแล ควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความสะอาดทั้งของร่างกาย ที่อยู่อาศัย อาหาร และควรหาเวลาให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอด้วย
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มักมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยประเมินความเสี่ยง และรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ป่วยงานไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและต้องระวังเป็นอย่างมาก เรามาดูสาเหตุการป่วยและวิธีป้องกันกันครับ


ฉีดวัคซีนครบถ้วน : ผู้สูงอายุควรได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันโรคต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่, งูสวัด, คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และไวรัสตับอักเสบ บี เป็นต้น
พบแพทย์ตามนัด : ควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อแพทย์จะได้ติดตามอาการ หรือมีการปรับเพิ่มลดยา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จในการรักษา

แม้การติดเชื้อในผู้สูงอายุจะเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง แต่ถ้าผู้สูงอายุสามารถดูแล ป้องกันและรักษาสุขภาพได้ดี ก็สามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยที่จะก่อให้เกิดโรคได้ ทั้งยังช่วยให้สูงอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
https://bit.ly/2EWadw2 
https://bit.ly/2HP9XQy 
https://bit.ly/2HKqMff 
https://bit.ly/36to6gq 

บทความอื่นๆ

เราใช้งานตากันทุกวัน เมื่อใช้งานหนักจึงควรดูแล การดูแลสายตาด้วยผักผลไม้เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่เอลเดอร์ได้นำมาฝากผู้สูงวัยทุกท่าน
ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องควบคุมปริมาณโพแทสเซียมในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เรามาดูผักผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตทานได้กันครับ
ธรรมชาติการกินอาหารของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ จึงความมีเคล็ดลับในการนำไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมการทานอาหารแก่ผู้สูงอายุ
error: Content is protected !!
Scroll to Top