การดูแลสุขภาพผิว นอกจากการทาครีมเพื่อบำรุงแล้ว การทาครีมที่ป้องกันแสงแดดร่วมด้วยเพื่อปกป้องผิวที่กำลังถูกแสงแดดทำลายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ครีมกันแดด จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสียูวีในแสงแดด ด้วยประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บริเวณตรงกับเส้นศูนย์สูตรยิ่งทำให้คนไทยเองมีโอกาสเจอแสงแดดแรงๆ ได้อยู่ตลอด ส่งผลคอลลาเจนในผิวถูกทำลาย ผิวเหี่ยวลง เซลล์ผิวหนังสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น เกิดผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น บางคนอาจเกิดปัญหาฝ้า กระ ตามมา ในกรณีที่เจอแสงแดดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการแดงหรืออาการถูกแดดเผาได้ รังสีจากแสงแดดยังอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ ฉะนั้นเราจึงควรหันมาทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่มาจากแสงแดดกัน

วันนี้เอลเดอร์จึงนำข้อมูลเกี่ยวครีมกันแดดและคุณสมบัติของครีมกันแดดแต่ละรูปแบบมาแบ่งปัน
ครีมกันแดด (Sunscreen) สารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet Radiation: UV) มีส่วนผสมที่ช่วยปกป้องผิวโดยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต ปกป้องชั้นผิวที่อยู่ลึก หรือสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตกลับออกไป ทำให้ผิวไม่ถูกแสงแดดทำลายจนไหม้หรือเกิดจุดด่างดำ รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง เรียกได้ว่า ครีมกันแดด นั้นเปรียบเสมือนเกราะกำบังผิว การใช้ครีมกันแดดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ตามกลไกและแก้ไขจุดที่มีปัญหา คือ 1. ตามกลไกการป้องกันแสงแดด และ 2. ตามบริเวณที่ใช้ทา
ประเภทของครีมกันแดด
1. ตามกลไกการป้องกันแสงแดด
– สารกันแดดแบบเคมี (Chemical Absorbers) มีคุณสมบัติดูดซับแสงแดดที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวหนัง มีประสิทธิภาพต่างกันไปตามชนิดของสารกรองแสงที่ช่วยป้องกันรังสี UVA (Ultraviolet A) และรังสี UVB (Ultraviolet B) แต่สารกันแดดแบบเคมีนั้นไม่คงทน และก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้
– สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical Blockers) ใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีจากแสงแดดออกไป สารกันแดดชนิดนี้ป้องกันได้ทั้งรังสี UVAและรังสี UVB ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับผิวหนัง แต่มีข้อเสียคือเนื้อครีมที่ข้นและเหนียวเหนอะหนะ
– สารกันแดดชนิดผสม (Chemical-Physical sunscreen) เป็นแบบผสมที่ช่วยเสริมข้อดีและลดข้อด้อยในแต่ละส่วน ลดการระคายเคืองต่อผิวหนังจากสารเคมี ลดความขาวเมื่อทาครีม และช่วยเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน

2. ตามบริเวณที่ใช้ทา สามารถใช้ครีมกันแดดประเภทต่างๆ เช่น โลชั่น ครีม เจล ขี้ผึ้ง สเปรย์ หรือผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่นๆ เพื่อทาปกป้องแสงแดดตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเนื้อครีมนั้นเหมาะสมกับอวัยวะร่างกาย ดังนี้ ครีม เหมาะใช้ทาบริเวณใบหน้าและผู้ที่มีผิวแห้ง เจล เหมาะสำหรับทาบริเวณที่มีขน เช่น หนังศีรษะหรือหน้าอกของผู้ชาย แท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบแท่งที่ผสมสารกันแดดร่วมด้วย ใช้ทาบริเวณที่อยู่รอบดวงตา และสเปรย์ สารกันแดดในรูปแบบสเปรย์อาจนำมาใช้ทากันแดดให้แก่เด็ก
รังสียูวี UVA UVB และค่า PA SPF สำหรับปกป้องผิว
รังสียูวี หลักๆแบ่งเป็น 2 ประเภท
1. รังสี UVA ช่วงคลื่นระหว่าง 320-400 นาโนเมตร (คลื่นยาว) เป็นรังสีที่สามารถแทรกซ้อนถึงผิวชั้นลึกๆ หรือผิวหนังชั้นล่างได้ ทำลายเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอของเซลล์ผิว เป็นตัวทำลายคอลลาเจนและความชุ่มชื้นของผิวหนัง ทำให้ผิวแห้งจนเกิดริ้วรอยลึกหรือผิวเหี่ยวย่น เกิดฝ้า กระ มะเร็งผิวหนัง และผิวหมองคล้ำ
2. รังสี UVB ช่วงคลื่นระหว่าง 290-320 นาโนเมตร (คลื่นกลาง) เป็นรังสีสามารถทะลุได้ถึงชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ทำให้ผิวหนังแดงหรือผิวไหม้แดด ตัวการหลักทำให้สีผิวหมองคล้ำ ผิวไหม้ มะเร็งผิวหนัง เกิดริ้วรอย และปัญหาฝ้า กระ
ค่า PA/SPF สำหรับปกป้องผิว
เคยสังเกตหรือไม่ว่าบนฉลากผลิตภัณฑ์ของครีมกันแดดนั้นระบุค่าบางอย่างไว้คืออะไร เช่น PA+++ /SPF 50 สิ่งนี้แหละคือตัวช่วยปกป้องผิว ซึ่งค่าทั้งสองนี้ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
ค่า PA ใช้ในการป้องกันรังสี UVA (PA หรือ Protection Grade of UVA) มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากรังสี UVA เครื่องหมาย + คือค่าความสามารถในการปกป้องผิว โดยวัดเป็นเท่าของการเกิดผิวคล้ำดำ (Skin pigmentation) ค่า PA จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ ดังนี้
– PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 1-4 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้น้อย
– PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 4-8 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้ปานกลาง (ทำงานในร่ม)
– PA+++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า หรือป้องกันได้มาก (ทำงานกลางแดด)
– PA++++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 16 เท่าขึ้นไป หรือป้องกันได้สูงมาก (ทำงานกลางแดดตลอดเวลา)

ค่า SPF ใช้ในการป้องกันรังสี UVB (SPF หรือ Sun Protection Factor) มีคุณสมบัติในการป้องกันผิวจากรังสี UVB ไม่ให้เกิดอาการแดงของผิวหนัง หรือ ผิวไหม้ คำนวณระยะเวลาในการป้องกันรังสี UVB จะต้องดูพื้นผิวของเราเป็นหลัก เพราะผิวแต่ละคนจะมีระยะเวลาในการป้องกันไม่เท่ากันอยู่แล้ว เช่น คนผิวขาวเมื่อตากแดดไปเพียง 10 นาที ผิวก็จะเริ่มแดง ส่วนคนผิวสองสีจะต้องใช้เวลาตากแดด 15 นาที ผิวถึงจะเริ่มเกิดการไหม้จากแสงแดด ตัวอย่าง SPF 30 คือ ใช้ระยะเวลานานกว่า 30 เท่าของเวลาที่ทำให้ผิวไหม้จากแสงแดด เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เรายังไม่ได้ทาครีมกันแดด กรณีเราโดนแดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดดแล้วผิวจะเริ่มไหม้ในเวลา 10 นาที แต่ถ้าทาครีมกันแดด SPF 30 จะสามารถป้องกันไม่ให้ผิวไหม้จากแสงแดดได้นาน 300 นาที (5 ชั่วโมง)
ดังนั้น แม้เราจะทาครีมกันแดดแล้ว ก็อาจช่วยป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดดได้ไม่ทั้งหมด ข้อสำคัญคือการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ ในช่วงเวลาประมาณ 09.00-16.00 น.เป็นวิธีการป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ทำลายผิวได้ดีที่สุด หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมง โดยใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ตั้งแต่ SPF 30 ขึ้นไป ในกรณีที่ต้องตากแดดเป็นเวลานานติดต่อกัน และให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำกว่าในกรณีที่โดนแสงแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวัน
เอกสารอ้างอิง
1. Sunscreen 101: คู่มือเลือกซื้อและวิธีใช้ครีมกันแดด ฉบับคุณหมอขอแนะ
2. ครีมกันแดด เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี
3. เลือกครีมกันแดดที่ดีต้อง SPF สูง ๆ จริงหรือไม่
4. ครีมกันแดด : รอบรู้เรื่อง “ครีมกันแดด” อย่างครบสูตร !
5. 3 ข้อดีของครีมกันแดดทาตัว รู้จักเลือกใช้ให้เป็น รับรองมีประโยชน์มากกว่าที่คิด