หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารหวาน ไขมันสูง ของทอด ปิ้ง ย่าง หรือชาบูเป็นประจำนั้นส่งผลเสียต่อสมดุลในถุงน้ำดีเป็นอย่างมาก เพราะมันก่อให้เกิดก้อนผลึกขึ้นในถุงน้ำดี กลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นได้ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิด โรคนิ่วในถุงน้ำดี หรือ Gallstone โรคในระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินน้ำดีนี้ พบได้บ่อยในประชากรทั่วไปที่มีอายุ 40-50 ปี และเฉลี่ย 10-15% โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายได้ถึง 2-3 เท่า ในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ผู้หญิงที่มีบุตรแล้ว ผู้ป่วยที่โรคเบาหวาน ธาลัสซีเมีย โลหิตจาง มีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไป

ถุงน้ำดี (Gallbladder) คือ อวัยวะบริเวณช่องท้องที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้นเพื่อพร้อมสำหรับย่อยไขมัน เมื่อสารประกอบในน้ำดีเกิดความไม่สมดุลกันของคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน(สารเคมีชนิดหนึ่งที่ให้สีเหลืองออกน้ำตาล เกิดจากการแตกตัวหรือการตายของเซลล์เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด) ตกผลึกของหินปูน(แคลเซียม) ที่มีอยู่ในน้ำดี ทำให้เกิดตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่ว หรือเรียกว่า เกิดนิ่วขึ้นที่ถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. นิ่วจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol Stones) อาจเป็นสีเหลือง ขาว เขียวเกิดจากการตกตะกอนไขมัน เนื่องจากมีคอเลสเตอรอลมากเกินไปในถุงน้ำดี ไม่สามารถขับออกมาจากถุงน้ำดีได้หมด จึงตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่ว มักพบในผู้ป่วยในประเทศแถบตะวันตก หรือผู้ที่กินอาหารไขมันสูงเป็นประจำ

2. นิ่วจากเม็ดสี หรือบิลิรูบิน (Pigment Stones) อาจเป็นสีคล้ำดำ มีขนาดเล็กกว่าชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล เกิดจากความผิดปกติของเลือด มักพบในผู้ป่วยโรคตับหรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย และตับแข็ง

3. นิ่วโคลน (Mixed Gallstones) เป็นคล้ายโคลน เหนียว หนืด เกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับ ท่อน้ำดี ตับอ่อน

อาการบ่งบอกนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี ในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการอะไรให้เห็นชัดเจน หรือมีอาการ แต่ไม่ทราบว่าเป็นนิ่ว ทำให้ผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดี 50% ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และมักทราบว่ามีนิ่วในถุงน้ำดีจากการตรวจ
– อาการเริ่มแรก ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง เสียดท้องหลังรับประทานอาหาร อาเจียนปวดท้องอย่างรุนแรงบริเวณช่วงท้องส่วนบนด้านขวา ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และมีลมมากปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ และอาจปวดร้าวไปบริเวณสะบักขวา อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย หากเริ่มมีอาการแล้ว มักจะเป็นต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น เนื่องจากก้อนนิ่วมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มมีก้อนนิ่วภายในถุงน้ำดีแล้ว มีโอกาสเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) ได้ทุกเมื่อ
– อาการในระยะที่รุนแรง ปวดท้อง จุกแน่น เหมือนอาการที่กล่าวไว้ข้างต้น ยาวนาน 4 – 6 ชั่วโมงแล้วยังไม่หาย จนถึงอาการปวดท้องแบบรุนแรง หรือปวดจุกเสียดรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา มีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม หรืออุจจาระสีซีด เป็นไข้ มีอาการหนาวสั่น อาการดังกล่าวมักเกิดร่วมกัน
– อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ได้แก่ ตับและตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน มะเร็งถุงน้ำดี และติดเชื้อรุนแรง (กรณีผู้ป่วยเบาหวาน)

กลุ่มเสี่ยงเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีนั้น ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารและทางเดินน้ำดี แต่ก็สามารถเกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน ดังนี้
1. เพศหญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
2. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
3. ความอ้วน น้ำหนักมาก ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากการบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง
4. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากๆ โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย
5. ผู้ที่กินยาคุมกำเนิด ทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน หรือตั้งครรภ์หลายครั้ง จะได้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
6. ผู้ที่อดอาหาร (ถือศีลอด) หรือลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
7. การได้ยาลดไขมันบางชนิดทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
8. พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัว

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการจากนิ่วในถุงน้ำดี ทำได้ด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและนิ่วออก โดยมีวิธีการรักษาอยู่ 2 วิธี
1. การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Surgery)
การผ่าตัดผ่านบริเวณช่องท้องด้านชายโครงด้านขวา แล้วตัดเอาถุงน้ำดีพร้อมกับนิ่วออกมา เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบอย่างรุนแรง ถุงน้ำดีมีการแตกทะลุ หรือเริ่มมีอาการดีซ่าน
2. การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic cholecystectomy)
การผ่าตัดผ่านกล้อง หรือ LC แพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องด้วยเครื่องมือเฉพาะ จากนั้นใส่กล้องเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนทุกมิติ ก่อนจะตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีให้หลุดออก วิธีนี้แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย ลดโอกาสการติดเชื้อ แทรกซ้อน ผู้ป่วยฟื้นตัวไว ไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งควรผ่าตัดรักษาภายใน 72 ชั่วโมง และหลังจากผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บพักน้ำดี

การป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

แม้การรักษาจะมีหลายวิธีแต่การป้องกันก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติมากที่สุด เพื่อไม่ให้ร่างกายต้องเสียงกับโรคและอาการที่อาจจะเกิดขึ้นฉับพลันได้ เราจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อถุงน้ำดี

พฤติกรรมการกิน

–  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น อาหารจานด่วน อาหารทอด ชาบู ปิ้งย่าง และเนื้อติดมัน สัตว์ทะเลบางชนิด รวมถึงอาหารที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง เป็นต้น
– ลดหรือเลี่ยงของหวาน อาหารกินเล่นต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ด้วย
– ไม่ใช้วิธีอดอาหาร เพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
– รับประทานยาคุมกำเนิด ยาลดคอเลสเตอรอล ภายใต้การดูแลของแพทย์

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ

– หมั่นเข้ารับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และระดับของไขมันชนิดต่างๆ โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอล
– ออกกำลังกาย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละครึ่งชั่วโมง
– การตรวจสุขภาพประจำปี และควรทำอัลตราซาวด์ช่องท้องด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ในบางรายจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเกิดอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ และรักษาตามอาการได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญคือการลดกินอาหารมีไขมัน และการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อรักษาระบบถุงน้ำดีทำงานได้ปกติดี

เอกสารอ้างอิง
1.   ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี แบบนี้ควรผ่าตัดรักษาดีไหม?
2.   มารู้จักนิ่วในถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร ทำไมเราถึงเป็น
3.   นิ่วในถุงน้ำดี อันตรายกว่าที่คุณคิด
4.   รู้จักอาการ “นิ่วในถุงน้ำดี”5.   ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ต้องทำตัวอย่างไร?

บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top