เราคงจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ ใช่ไหมครับว่า “กินไก่เยอะ ระวังเป็นเก๊าท์นะ” แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ไก่เท่านั้นนะครับที่ทำให้เป็นเก๊าท์ เรามาดูกันดีกว่าว่าเก๊าท์เกิดจากอะไร และอาหารอะไรที่ทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคเก๊าท์

ถ้าจะให้พูดถึงจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคนี้คงต้องพุ่งเป้าไปที่สาเหตุหลัก ๆ อย่างภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเจ้ากรดยูริกนี้ก็เกิดมาจากการสลายตัวของสารพิวรีน (Purine) ในร่างกายครับ อ้าว…แล้วพิวรีนมาจากไหน ? พิวรีนก็มาจากการสลายอาหารประเภทโปรตีนที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง ดังนั้นก็เดาได้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมถึงบอกว่าไม่ใช่แค่ไก่ที่ทำให้เราเป็นเก๊าท์

โดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักจะเกิดในเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงช่วงวัยหมดประจำเดือน ถ้าในเพศชายมีระดับกรดยูริกในเลือดมากกว่า 7 มิลลิกรัม และเพศหญิงมีมากกว่า 6 มิลลิกรัม ก็จะถือว่ามีค่ากรดยูริกสูงกว่าปกติครับ ลักษณะของโรคเก๊าท์จะเป็นอาการข้ออักเสบที่จะมีอาการปูดบวมแดง ร้อน หรือระบมไปทั่วบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก ข้อเข่า หรือข้อกระดูกต่าง ๆ โดยข้อที่ปวดจะมีก้อนแข็ง ๆ นูนขึ้นมาซึ่งเกิดจากผลึกเกลือยูเรต (กรดยูริกจะจับกับโซเดียมในเลือด) เป็นผลมาจากการที่มีกรดยูริกสะสมในร่างกายมากเกินไป

โดยอาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ ในระยะแรก หากไม่ได้รับการรักษาอาการอักเสบจะรุนแรงมากขึ้นและปวดถี่ขึ้นจนอาจกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง และอาจจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว หยิบจับอะไรลำบาก เดินลำบากและอาจพิการได้เลยครับ

นอกจากนั้นการมีกรดยูริกในร่างกายสูงอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น โรคนิ่วในไตเพราะเกลือยูเรตจะไปสะสมในเนื้อไตและอาจเกิดไตวายได้

พอพูดมาถึงจุดนี้เราก็พอจะมองเห็นภาพแล้วนะครับว่ากรดยูริกที่สะสมในเลือดของเราสูงเกินไปจะส่งผลเสียกับเราอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องขยายความกันออกมาให้ละเอียดขึ้นว่าปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้

แน่นอนว่ามีหลายอย่างมากเริ่มตั้งแต่ค่าการทำงานของไตเพราะไตจะทำหน้าที่ขับกรดยูริกออกจากร่างกาย และยังมีปัจจัยอื่น เช่น น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิต อาหาร และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรายากที่จะหลีกเลี่ยง

เมื่อเราได้รู้ปัจจัยในการเกิดภาวะกรดยูริกในเลือดแล้ว นอกจากการหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและวัดค่าการทำงานของอวัยวะบางส่วนในร่างกายแล้ว

สิ่งที่เราพอจะควบคุมหรือดูแลด้วยตนเองได้ก็คงเป็นเรื่องของอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน หรือการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่กับบางคนก็เลือกจะทานอาหารที่ตนเองชอบ ใช้ชีวิตตามความเคยชินแบบที่เคยใช้มา ซึ่งบางทีมันก็อาจทำให้เราอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีกรดยูริกในเลือดจะสูง และเกิดแนวโน้มจะเป็นโรคอื่น ๆ ตามมาได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันว่าอะไรที่เราควรปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายของเรา ไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

อาหารเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องระมัดระวังในการเลือกกิน เนื่องจากอาหารบางชนิดมีความเสี่ยงที่จะทำให้มีกรดยูริกในเลือดสูง อย่างอาหารที่มีสารพิวรีนซึ่งเป็นสารที่เราจะพบแน่ ๆ ในอาหารจำพวกสัตว์ปีกอย่างเช่น เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อห่าน เครื่องในสัตว์ปีกทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีเนื้อวัว เครื่องในวัว อาหารทะเลบางอย่าง เช่น กุ้ง ปู ปลาหมึก ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาอินทรีย์ ปลาซาดีน ไข่ปลา หอยนางรม หรือบางทีในผักผลไม้ที่เราคิดว่ามีประโยชน์แต่กลับเป็นโทษต่อผู้สูงอายุได้ เช่น ผักชะอม ผักกระถิน ผักสะเดา ใบขี้เหล็ก สะตอ หน่อไม้ฝรั่ง ต้นหอม กล้วย ข้าวโพด กระหล่ำปลี เห็ด ผักขม รวมไปถึง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง

ในผลิตภัณฑ์จำพวกธัญพืชต่าง ๆ เหล่านี้ที่เหมือนจะดีแต่ทานมากไปก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ไม่ว่าเราจะนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปผ่านกรรมวิธีใด ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า นอกจากนั้นอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล (Fructose) อย่างน้ำผลไม้ และน้ำอัดลมก็ไม่ควรทานทั้งหมดนี้เป็นอาหารต้องห้ามที่คนส่วนใหญ่มักจะทานกันเป็นประจำ สารพิวรินจากอาหารเหล่านี้จะเผาผลาญได้ดีในคนที่มีอายุค่อนข้างมาก และเกิดการสะสมกรดยูริกอยู่ในชั้นกระดูก และในเลือดของเรา และสิ่งสุดท้ายเราควรดื่มน้ำมากกว่า 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยในการขับกรดยูริก ดังนั้น

เมื่อเรารู้ว่าอาหารแบบใดเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราทางที่ดีก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินแล้วจะดีต่อตัวเราที่สุด

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการดูแลสุขภาพจากภายได้ดีเท่ากับการออกกำลังกายอีกแล้ว เพราะร่างกายของเราจะเกิดการเผาผลาญที่ดี ทำให้สามารถย่อยสลายสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกายของเรา นอกจากนี้สุขภาพที่แข็งแรงจะสร้างภูมิต้านทานเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเราจากโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างดีอีกด้วย

การตรวจสุขภาพ

ต้องยอมรับว่าเรื่องบางอย่างเราก็สามารถควบคุมและดูแลได้ แต่เพราะร่างกายมีรายละเอียดยิบย่อยมากกว่านั้น ซึ่งต้องอาศัยการดูแลจากแพทย์ หรือได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัย และได้รับยาที่ถูกต้องเหมาะสมกับร่างกายของเราเมื่อร่างกายเรามีความสุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้ ดังนั้น ทางที่ดีเราควรจะรับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อที่จะให้ร่างกายของเราได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีจากแพทย์เฉพาะทาง หากพบความผิดปกติของกรดยูริกจะได้ทำให้เรารู้เท่าทันก่อนที่จะกลายเป็นโรคร้ายตามมา และสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ถูกตามหลักทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่ไม่มีอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แล้วยังช่วยให้สุขภาพของเรากลับมาดีขึ้นได้อีกด้วย

การที่เราศึกษาเกี่ยวกับภาวะกรดยูริกในเลือดแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้รับความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อเรารู้ว่าอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยง หรือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงแบบนี้แล้วก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง และปฏิบัติตามที่เราได้แนะนำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มปรับพฤติกรรมอย่างการลดอาหารที่เสี่ยงต่อภาวะนี้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไปจนถึงการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ ถ้าหากเราใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยวิธีการเหล่านี้รับรองว่าสุขภาพของเราจะแข็งแรง ปลอดภัยจากโรคที่มีสาเหตุจากกรดยูริกในเลือดสูงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพของตนเอง และคนใกล้ชิดให้ดีเพื่อห่างไกลจากโรคนี้ไปด้วยกันนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

นพ. สุรชัย นิธิเกตุกุล, ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

siamhealth.net , ภาวะกรดยูริกสูง

bth.co.th , ผักอะไรที่มียูริกสูง ทานแต่พอเหมาะ เลี่ยงได้หลายโรค

อ.นพ.สมบูรณ์  อินทลาภาพร, กรดยูริกในเลือดสูง

บทความอื่นๆ

เราใช้งานตากันทุกวัน เมื่อใช้งานหนักจึงควรดูแล การดูแลสายตาด้วยผักผลไม้เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่เอลเดอร์ได้นำมาฝากผู้สูงวัยทุกท่าน
ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องควบคุมปริมาณโพแทสเซียมในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เรามาดูผักผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตทานได้กันครับ
ธรรมชาติการกินอาหารของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ จึงความมีเคล็ดลับในการนำไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมการทานอาหารแก่ผู้สูงอายุ
error: Content is protected !!
Scroll to Top