“พูดว่าอะไรนะ ขอดังๆ หน่อยได้มั้ย แม่ไม่ได้ยิน”
อะไรกันพูดออกจะเสียงดังแล้วทำไมผู้สูงอายุถึงไม่ได้ยิน การสูญเสียการได้ยินเสียง หรือที่เรียกว่า ภาวะหูตึง เป็นอีกหนึ่งปัญหาของวัยผู้สูงอายุ เกิดจากประสาทหูเสื่อมตามอายุ (Presbycusis) ลักษณะอาการที่ปรากฏ เช่น การได้ยินลดลงที่ค่อยเป็นค่อยไปและเท่าๆ กันของหูทั้งสองข้างอาจมีเสียงดังในหูร่วมด้วย สาเหตุเนื่องจากหูชั้นในเกิดการเสื่อมของการได้ยินเพิ่มขึ้นตามอายุ
สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 1. มีมาก่อนกำเนิด – เกิดจากพันธุกรรม พัฒนาการผิดปกติ และ 2. มีมาหลังกำเนิด – เกิดจากอุบัติเหตุและภาวะเสื่อมของร่างกาย ในกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงสูงอายุนี้เราเรียกว่าภาวะหูตึง หรือ หูอื้อ เกิดจากการเสื่อมและตายของเซลล์ขนรับเสียง (Hair cells) ในหูชั้นใน รวมถึงประสาทบริเวณหูชั้นในสึกกร่อนหรือฉีกขาดไป เมื่ออายุมากขึ้นจะไม่ได้ยินช่วงเสียงแหลมความถี่สูง ลามไปถึงช่วงความถี่กลางซึ่งเป็นระดับของเสียงพูด ทำให้ผู้สูงอายุเริ่มฟังไม่ชัด อาการดังกล่าวจะเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป
ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการได้ยินที่หูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง มีทั้งอาการเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรืออย่างถาวร แม้ภาวะหูตึงจะไม่ใช่โรคที่อันตรายเท่าโรคอื่นๆ แต่มันก็สร้างผลกระทบต่อชีวิตประจำของทั้งผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ชัดจนฟังไม่เข้าใจ เกิดปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้ดูแลและผู้สูงอายุ อาจเข้าใจกันผิดเรื่องและนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไปได้
4 ปัจจัยที่ทำให้ประสาทหูเสื่อม
1. อายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน โดยเกิดจากการเสื่อมสลายหรือการเปลี่ยนแปลงของสารพัธุกรรมในหูชั้นในทำให้เกิดความผิดปกติทางการได้ยิน
2. เสียงกระตุ้นให้เกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ ทำให้หูชั้นในเสื่อม เมื่อมีการกระตุ้นด้วยเสียงที่ดัง เสียงจะเข้าไปทำลายหูชั้นในโดยตรง
3. เพศ ผู้สูงอายุเพศชายมีโอกาสเกิดภาวะหูตึงมากกว่าเพศหญิง เพราะมีโอกาสสัมผัสเสียงที่ดังและสูบบุหรี่ได้มากกว่า
4. โรคประจำตัว การสูบบุหรี่และโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือด และโรคเบาหวาน มีผลกับการเกิดประสาทหูเสื่อมตาม
การดูแลและชะลอการเกิด “ภาวะหูตึง”
เมื่อเกิดภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหู มันเกิดจากปัญหาภายในหูชั้นใน เส้นประสาทหู และระบบประสาทส่วนกลาง มักจะรักษาไม่หายขาด ซึ่งการรักษาปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุนั้น จะใช้วิธีการรักษาตามสาเหตุ และการดูแลคือการถนอมหูไม่สร้างเสียงกระตุ้น เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง ไม่ใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงเสียงดัง ระดับความดังของเสียง หลีกเลี่ยงค่าเดซิเบลที่สูง เช่น เสียงที่ดังมากกว่า 85 เดซิเบลขึ้นไป
2. ฟังเพลงจากหูฟังแต่พอดี ฟังเพลงจากหูฟังเป็นอันตรายต่อหูเพราะต้องใส่หูฟังไว้ในหูใกล้กับเส้นประสาทหู เสียงไม่ควรเกิน 60% ของความดังสูงสุด และไม่ควรฟังนานเกิน 1 ชั่วโมง
3. เสียงดังในงานแสดงต่างๆ การอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต สนามกีฬา ควรอยู่ห่างจากจุดที่มีเสียงดัง เช่น ลำโพงขยายเสียง
4. เลี่ยงการอยู่ในจุดที่มีเสียงดัง หรือเสียงต่อเนื่อง เช่น เสียงเครื่องจักร หรือ อุปกรณ์ต่างๆ หรือ การใช้อุปกรณ์ช่วยลดเสียง เช่น Earplug
5. ตรวจการได้ยินสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
6. ดูแลสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการเกิดโรค เช่น ความดัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินได้
วิธีการสื่อสารกับผู้สูงอายุที่มีภาวะหูตึง
1. บอกกล่าวให้คนใกล้ชิดรับรู้ อธิบายให้เพื่อนหรือญาติได้รับรู้ปัญหานี้ร่วมกัน
2. ลดเสียงรอบๆ ตัว เพื่อไม่ให้สับสนปนเปกับเสียงที่คุณจะพูด ปิดเสียงรบกวน เช่น วิทยุหรือโทรทัศน์ หรือใช้สถานที่เงียบๆ ในการสนทนากัน
3. อย่าตะโกน ผู้ที่หูตึงมักพูดเสียงดังเกินความจำเป็นเพราะไม่ได้ยินเสียงตนเองอาจทำให้เสียงแหบ และเกิดโรคเกี่ยวกับกล่องเสียงขึ้นได้
4. อย่าพูดพึมพำ พยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดคำเพราะผู้สูงอายุจะได้ยินไม่ถนัด
5. พูดช้าลงและสบตาขณะสนทนาทุกครั้ง เพื่อให้การสื่อสารระหว่างกันเข้าใจไม่คลาดเคลื่อน
6. การยืนหรือนั่งพูดคุยในตำแหน่งที่ดี ให้คู่สนทนาเห็นปากขณะพูดได้อย่างชัดเจน
7. การใช้รูปประโยคสนทนาที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้คู่สนทนาเข้าใจสิ่งที่สื่อสารได้ง่ายขึ้น
หากเราต้องใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ที่มีภาวะหูตึง หรือ มีอาการไม่ได้ยินเสียงต่างๆ สิ่งสำคัญคือความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ปรับตัวให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความราบรื่นและชัดเจนที่สุด
เอกสารอ้างอิง
1. ภาวะสูญเสียการได้ยิน (Hearing Loss)
2. ประสาทหูเสื่อมตามอายุ
3. ภาวะหูตึง ฟังไม่ค่อยได้ยินในผู้สูงอายุ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
4. หูตึง ในผู้สูงวัย
5. ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ