อาการปวดหลัง เป็นสิ่งที่เกือบทุกคนเคยพบเจอ ไม่เพียงแค่ในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกลับพบได้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหนุ่มสาวและคนทำงานประจำ ที่มักมีอาการร่วมกับกลุ่มอาการ office syndrome อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปวดบ่า ปวดคอ ตึงไหล่และปวดศีรษะส่วยท้ายทอย เป็นต้น โดยปกติแล้วการนั่งทำงานนานๆ ในท่าเดิมจะต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมหดเกร็งตัวเป็นเวลานานติดต่อกัน ทำให้เกิดความตึงในมัดกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ ดังนั้นจึงควรแบ่งเวลาเพื่อพักผ่อนอิริยาบถระหว่างการทำงาน เช่น การเปลี่ยนท่านั่ง การลุกออกไปเดิน หรือการทำท่าบริหารยืดเหยียดร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการปวดหลังจากการนั่งทำงานนานๆได้

ปวดหลัง

อย่างไรก็ตามบางท่านอาจพบว่าอาการปวดหลังนั้นเรื้อรังและยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นจนอาจปวดลามไปถึงขาและไม่หายไปง่ายๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอาการปวดหลังดังกล่าวไม่ใช่แค่ office syndrome แต่อาจเกิดภาวะความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า “ โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” วันนี้น้องเอลเดอร์จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทให้มากขึ้น รวมทั้งวิธีการรับมือกับอาการเจ็บปวดและการรักษาโรคนี้

ความสำคัญของเส้นประสาทไขสันหลังและหมอนรองกระดูก

../../../Screen%20Shot%202564-01-16%20at%204.08.11%20PM.png

(https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/september-2020/cervical-myelopathy)

– เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal cord) ประกอบด้วยเส้นใยประสาทขนาดเล็กจำนวนมากที่อยู่รวมกันเป็นมัด เกิดเป็นเส้นประสาทขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่ทั้งรับความรู้สึกและสั่งการในการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ของร่างกาย เช่น การการทรงตัว การก้าวเดิน การขยับแขนขาและควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน เป็นต้น 
หมอนรองกระดูก (Disc) คือ ส่วนของกระดูกอ่อนที่วางตัวขั้นอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละปล้อง โดยทำหน้าที่รองรับน้ำหนักของส่วนลำตัวที่ส่งมายังบริเวณขา ด้วยลักษณะที่มีความยืดหยุ่นสูงจึงยังช่วยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้นและลดการเสียดสีระหว่างชิ้นกระดูกสันหลังด้วยกัน ดังนั้นในแต่ละวันที่มีการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนทำให้หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักในปริมาณมาก จึงเกิดการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกได้ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการใช้งานกระดูกส่วนหลังที่มากเกินไปหรือการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการฉีกขาด ปลิ้น หรือแตกของหมอนรองกระดูกแล้วไปกดทับเส้นประสาทได้ หากพบอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปให้รีบพบแพทย์ เพราะหากรักษาผิดวิธีอาจทำให้พิการได้

../../../../Downloads/ภาพประกอบบทความ%20%20(003)%20(40).png

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจาก

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นภาวะเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง เนื่องจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูก ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายอาจเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้

ที่มาของภาพ https://bit.ly/3ixA5O3

อาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 

1. ปวดบริเวณเอว หลังส่วนล่างและสะโพก หรือที่เรียกว่า “กระเบนเหน็บ”
2. อาการปวดร้าวลงไปที่บริเวณต้นขาด้านหลัง หรือหากมีการเคลื่อนที่ของหมอนรองกระดูกชิ้นใหญ่อาจทำให้ปวดจนถึงปลายเท้าได้
3. มีอาการชาร่วมกับอาการปวดในบางครั้ง
4. อาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยเฉพาะบริเวณเท้าและข้อเท้า 
5. ขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะไม่ออก เนื่องจากหมอนรองกระดูกการกดทับเส้นประสาททุกเส้น ซึ่งจะพบในกลุ่มที่มีความรุนแรงมาก 

../../../../Downloads/ภาพประกอบบทความ%20%20(003)%20(41).png

อันตรายจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอาจนำไปสู่อาการอัมพาตได้ หากเริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษาให้หายขาดเนื่องจากการกดทับจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งอายุที่มากขึ้นทำให้คุณสมบัติความยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกลดลงจึงทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแตก หัก หรือปลิ้นของหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาทที่สำคัญได้

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

จากการศึกษาพบว่า 90% ของผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทสามารถรักษาให้หายได้ด้วยตนเอง ร่วมกับการรับประทานยาต้านอักเสบที่ลดอาการบวมของเส้นประสาทที่ถูกกดทับและยาแก้ปวด ซึ่งการรับประทานยานี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีผลอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดของโรคนี้ เช่น การนอนพักให้มากขึ้น ลดการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว การประคบร้อนด้วยวิธีต่างๆหรือการทำกายภาพบำบัด จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้มากภายใน 1-2 วัน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังและรุนแรงอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันใช้การผ่าตัดใต้กล้องทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เร็วขึ้น

ท่ากายบริหารเพื่อทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง

น้องเอลเดอร์ขอนำเสนอท่ากายบริหารสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางการทำกายภาพบำบัดที่ผู้ป่วยซึ่งมีอาการไม่รุนแรงมากและสามารถทำได้เองครับ โดยคำอธิบายท่าปฏิบัติต่างๆเป็นส่วนหนึ่งของบทความวิชาการของ อ. พญ.จีระนันท์ ระพิพงษ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครับ

1. Pelvic tiling exercise ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายด้วยท่านี้จะช่วยลดอาการปวดเนื่องมาจากการที่ผู้ป่วยหลังแอ่น ซึ่งจะทำให้เกิดแรงเฉือน (Shering force) ระหว่างกระดูกสันหลังบริเวณสะโพก วิธีทำดังนี้
1. นอนหงาย ชันเข่าทั้ง 2 ข้าง
2. ให้ผู้ป่วยแขม่วท้อง แผ่นหลังแนบชิดติดพื้น
3. ค่อยๆ แอ่นหลัง ค้างไว้เล็กน้อยแล้วกลับไปท่าหลังติดพื้นเหมือนเดิม
4. ท่านี้สามารถทำเรื่อยๆ ขณะนอนอยู่หรือนั่ง หรือควรทำอย่างน้อยวันละ 4 รอบ รอบละ 10 ครั้ง

(https://backintelligence.com/herniated-disc-exercises/)

2. การออกกำลังกายแบบ McKenzie extension exercise การออกกำลังกายชนิดนี้มีหลายท่า เริ่มทำจากกลุ่มท่านอน ท่านั่งและท่ายืน มีขั้นตอนการทำดังนี้
1. เริ่มจากให้นอนคว่ำ วางมือข้างลำตัว
2. ใช้มือทั้งสองข้างค้ำบริเวณด้านหน้า แล้วออกแรงยันเพื่อยกลำตัวส่วนบนขึ้นโดยที่ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหลัง ค้างไว้ 10-15 วินาที จากนั้นจึงค่อยๆลดลำตัวลงกลับสู่ท่านอนคว่ำ หลังจากนั้นทำซ้ำโดยเพิ่มเวลาขึ้นทีละ 10 วินาที ควรปฏิบัติท่ากายบริหารนี้อย่างน้อยวันละ 10 ครั้ง

(https://backintelligence.com/herniated-disc-exercises/)

3. McKenzie extension (press ups)
1. นำทั้งมือสองข้างวางกับพื้นในตำแหน่งที่เลยหัวไหล่ไปด้านหน้า
2. ออกแรงยันศอกเพื่อแอ่นหลังโดยไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้อหลัง แล้วค่อยๆยกลำตัวขึ้นจนเหยียดแขนได้สุด นับค้างไว้ 10 วินาที จึงค่อยๆลดลำตัวลง
3. ควรปฏิบัติท่ากายบริหารนี้อย่างน้อยวันละ 4 รอบ รอบละ 10 ครั้ง

(https://backintelligence.com/herniated-disc-exercises/)

4. การออกกำลังกายแบบ Standing extension
1. ยืนตรง ให้มือสองข้างวางไว้ที่หลัง
2. ค่อยๆแอ่นตัวไปด้านหลังช้าๆ นับค้างไว้ 10 วินาที 
3. ทำท่านี้อย่างน้อยวันละ 4 รอบ รอบละ 10 ครั้ง

(https://backintelligence.com/herniated-disc-exercises/)

ข้อควรระวัง หากกายภาพแล้วมีอาการปวดหลังร้าวลงขาให้หยุดพักอยู่ในท่าที่สบาย เมื่ออาการปวดเบาลงค่อยทำใหม่

อ้างอิง
https://w1.med.cmu.ac.th/rehab/images/Study_guide/08_1MSKExercise_JR.pdf
– https://www.rama.mahidol.ac.th/ortho/sites/default/files/public/file/pdf/Feature.pdf
– https://amspro.kku.ac.th/dl.php?dir=pdf/9&file=02chapter1-3.pdf
– https://he01.tci-thaijo.org/index.php/hhsk/article/download/175151/125306/https://backintelligence.com/herniated-disc-exercises/

บทความอื่นๆ

ปัญหาสุขภาพมักเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาผมและผิวก็สร้างความกังวลใจให้สูงวัยไม่น้อย มีอาหารอะไรบ้างที่จะช่วยบำรุงผมและผิวให้สุขภาพดีไปดูกันครับ
ภาวะสมองฝ่อเป็นอาการทางสมองที่ไม่ได้จำกัดอาการแค่เรื่องของการสูญเสียความทรงจำ จะมีอาการอย่างไร รักษาอย่างไรไปดูกันครับ
เมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาสุขภาพก็ตามมา แม้กระทั้งปัญหาสุขภาพผม สูงวัยอย่างเรามาเลือกแชมพูให้เหมาะกับปัญหาผมกันครับ
error: Content is protected !!
Scroll to Top