เท้าแตกเกิดจากสาเหตุอะไร

ส้นเท้าแตก ปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงส่วนมากจะพบในวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ โดยผู้หญิงร้อยละ 40 จะมีปัญหาส้นเท้าแตกหรือหยาบกร้าน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เซลล์ของผิวหนังบริเวณส้นเท้าโดยเริ่มมีรูพรุนและมีความยืดหยุ่นลดลง ทำให้ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังบริเวณนี้ไว้ได้ซึ่งเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ส้นเท้าแตกได้เช่นกัน

สาเหตุทำให้ส้นเท้าแตกเกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกดังนี้
– ปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ การเจ็บป่วยบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบเรื้อรัง รวมถึงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น
– ปัจจัยภายนอก เช่น การดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ การอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ หรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน ไม่ทาครีมบำรุงผิวบริเวณส้นเท้าทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น การเดินและใส่รองเท้าที่ไม่ถนอมผิวบริเวณเท้า และการแพ้สารบางชนิด เช่น สารเคมี ปูนซีเมนต์

ป้องกันส้นเท้าแตกอย่างไร ?

1. การใส่รองเท้าในบ้านในขณะอยู่บ้านหรือที่ทำงานและสวมถุงเท้าทุกครั้งเมื่อต้องเดินในระยะทางไกล เลี่ยงการสวมใส่รองเท้าแตะ ควรเลือกใส่ถุงเท้าที่ทำจากผ้าคอตตอนเพราะผ้าคอตตอนมีประสิทธิภาพในการระบายเหงื่อและความอับชื้น ไม่สวมรองเท้าที่คับและรัดจนเกินไป และควรสลับผลัดเปลี่ยน ไม่ควรสวมรองเท้าคู่เดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน
2. อาบน้ำอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่อาบน้ำร้อนจนเกินไป หากต้องอยู่ในสภาพอากาศแห้ง ๆ หรือหนาวเย็น ไม่อาบน้ำทุกวัน หรืออาบไม่เกินวันละครั้ง และไม่อาบน้ำนาน
3. ทำความสะอาดเท้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และทาครีมบำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
4. ระมัดระวังการเกิดรอยแตก บาดแผล อาการบวม หรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณเท้า ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเสมอ

วิธีการรักษาส้นเท้าแตก ให้เท้าสุขภาพดีขึ้น

1. แช่เท้าในน้ำสบู่ การนำเท้าไปแช่ในน้ำสบู่ โดยการนำสบู่หรือน้ำสบู่มาผสมน้ำและแช่เท้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นเช็ดด้วยผ้าสะอาดและนำวาสลีนผสมกับน้ำมะนาวมาถูบริเวณส่วนที่ส้นเท้าแตก
2. เปลือกกล้วยหอม การนำเปลือกกล้วยหอมมาถูบริเวณส่วนที่ส้นเท้าแตก ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก และทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเท้าทำอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง 
3. น้ำมันก็ช่วยได้ ทำความสะอาดเท้าโดยใช้ผ้านุ่มเช็ด และทาน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชลงบนส้นเท้าและนิ้วเท้า จากนั้นสวมถุงเท้าที่สะอาด ทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่ต้องล้างออก น้ำมันจะมีวิตามินผสมอยู่จะช่วยบำรุงผิวและสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน
4. หินขัดเท้า หรือที่ขูดส้นเท้า นำมาขัดที่ส้นเท้าเพื่อให้หนังที่ติดอยู่หลุดออก เช็ดทำความสะอาดตามด้วยทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเท้า
5. ครีมทาส้นเท้าแตก วาสลีนครีม การบำรุงเป็นประจำมีส่วนสำคัญ เช่น ทาครีมส้นเท้าแตกหลังจากขัดเท้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาอาการส้นเท้าแตกได้ดี หรือ ทาวาสลีนแทนก็เพิ่มความชุ่มชื้นได้เช่นกัน

ข้อควรระวังเมื่อพบปัญหาส้นเท้าแตก

ทางที่ดีไม่ควรรักษาส้นเท้าแตกด้วยตัวเองหากเกิดจากปัญหาขึ้น แนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง เพื่อทำการประเมินอาการกรณีที่ส้นเท้าแตกตั้งแต่ระยะแรกไปจนถึงระยะรุนแรง เพื่อให้แพทย์สามารถแนะนำวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง
1.   “ส้นเท้าแตก ไม่ใช่โรค แต่ต้องรักษา
2.   รองเท้าสุขภาพ เพื่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน
3.   5 วิธีง่ายๆ รักษาส้นเท้าแตก
4.   วิธีรักษาส้นเท้าแตกที่บ้าน (How to Fix Cracked Heels at Home)
5.   วิธีรักษาส้นเท้าแตก

บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top