เมื่อพูดถึงหน้าฝน เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากเรื่องหนึ่งก็คือโรคภัยไข้เจ็บที่มักเกิดตามมาในหน้าฝน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นช่วงที่สภาพอากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว บวกกับการที่ผู้สูงอายุมีภูมิต้านทานโรคต่ำ สุขภาพไม่แข็งแรง เมื่อผู้สูงอายุปรับตัวรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ทันจึงเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งโรคหน้าฝนในผู้สูงวัยที่ต้องระวัง ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ โรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ นั่นเองครับ
“ไข้หวัดใหญ่” ยิ่งสูงวัยยิ่งต้องระวัง
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อ Influenza Virus ซึ่งพบการแพร่ระบาดมากกว่าปกติในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยข้อมูลพบว่าในจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น มากกว่า 50% เป็นผู้สูงอายุ ทั้งยังพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ ซึ่งบั่นทอนทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานหรือสุขภาพของแต่ละคน โดยผู้สูงอายุมักจะมีโรคร่วมด้วยซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ โรคร่วมที่ว่านั้น ได้แก่ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหืด เป็นต้น
– ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ร่วมกับโรคหัวใจจะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรค 5 เท่า
– ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับโรคปอดจะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรคถึง 12 เท่า
– ผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคปอดและโรคหัวใจร่วมกับโรคไข้หวัดใหญ่จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเสียชีวิตมากถึง 20 เท่า
นอกจากนี้ในผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคไต และโรคมะเร็ง หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนได้ บางรายอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้อีกด้วยครับ
สำหรับอาการของไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ อาการที่สังเกตได้ เช่น ภาวะซึม ทานข้าวไม่ได้ สับสน มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง เจ็บคอ และมีน้ำมูก แต่จากข้อมูลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยสูงอายุมีอาการของไข้หวัดใหญ่ที่ครบตามเกณฑ์วินิจฉัยเพียงร้อยละ 31 เท่านั้น โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงอาการอ่อนเพลีย ซึมลงหรือสับสน หรือเกิดอาการของโรคร่วมที่มีการกำเริบเฉียบพลันขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยสูงอายุไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ส่งผลให้การวินิจฉัยผิดพลาด
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพราะในแต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเชื้อที่ระบาดในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งนี้ในกรณีที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใกล้เคียง วัคซีนที่ฉีดอาจไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต ช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งยังช่วยลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อนอีกด้วย

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ นอกจากจะช่วยป้องกันและลดการแพร่กระจายโรคไข้หวัดใหญ่ได้แล้ว ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้สูงอายุยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิดได้ ทั้งยังช่วยลดความสับสนในการตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อร่วมระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่กับโรคโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มาก่อนติดเชื้อโควิด-19 ยังช่วยลดการนอนโรงพยาบาล หรือแม้แต่การเข้ารักษาในโรงพยาบาลสั้นกว่ากลุ่มไม่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนการติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วยครับ
เน้นย้ำให้ขึ้นใจ ผู้สูงวัยต้องระวังไข้เลือดออก
เมื่อพูดถึงโรคไข้เลือดออก คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคนี้จะเกิดกับเด็กๆ เท่านั้น แต่จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 จนถึงปัจจุบันมีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกทั่วประเทศ กว่า 20,000 ราย โดยพบว่ากลุ่มเสี่ยงคือ กลุ่มผู้สูงวัย (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ถึง 14 ปี

โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะของยุงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกีไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย จึงมักไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออก
สำหรับอาการที่บ่งชี้ได้ว่า ผู้สูงอายุอาจเป็นโรคไข้เลือดออก คือ
1. มีไข้สูงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 – 3 วัน
2. คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
3. กินข้าวไม่ลง
4. มีเลือดออกผิดปกติ หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

ผู้ติดเชื้อไข้เลือดออก อาจมีอาการไข้เฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัว บางครั้งอาจพบจุดเลือดออก ผื่นตามตัว โดยมีอาการประมาณ 1 สัปดาห์ เรียกลักษณะอาการนี้ว่า ไข้เดงกี (dengue fever) ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง คือมีลักษณะเหมือนผู้ป่วยไข้เดงกี ร่วมกับ มีเกล็ดเลือดต่ำมาก และมีภาวะสารน้ำรั่วจากหลอดเลือด ซึ่งอาจพบมีภาวะช็อคและเสียชีวิตได้ เรียกโรคนี้ว่าไข้เลือดออก
ทั้งนี้อาการของโรคไข้เลือดออกมีความแตกต่างกับโรคไข้หวัดใหญ่ คือ ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจะไม่มีอาการเจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ แต่จะมีไข้สูงอย่างต่อเนื่องแม้จะกินยาลดไข้แล้ว แต่อาการไข้ก็จะไม่ลดลง
ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ก็อาจทำให้อาการของโรคไข้เลือดออกแย่ลง เช่น
1. โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ดี ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่าย
2. โรคความดันโลหิตสูง จากการที่มีความดันโลหิตสูงกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่ออาการโรคไข้เลือดออกรุนแรง ความดันโลหิตของผู้ป่วยจะต่ำลง จนทำให้เข้าใจผิดว่าความดันโลหิตปกติ ผู้ป่วยนิ่งนอนใจ ทำให้การรักษาล่าช้า
3. โรคหัวใจ เนื่องจากการรักษาโรคไข้เลือดออกต้องให้สารน้ำเพื่อบรรเทาอาการ แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยโรคหัวใจไม่สามารถรับสารน้ำจำนวนมากในเวลาอันสั้นได้ เพราะอาจเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ส่งผลให้การรักษายากขึ้น
สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรค และต้องป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุถูกยุงกัดด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นอนกลางวัน ควรนอนในห้องหรือใช้มุ้งป้องกัน เนื่องจากยุงลายจะออกหากินในเวลากลางวัน

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกก็เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันที่ได้รับความนิยม โดยวัคซีนไข้เลือดออกตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปทั่วโลกก็คือ Dengvaxia; CYD TDV ที่เริ่มใช้ในประเทศแถบลาตินอเมริกาและฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 และวัคซีนนี้ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยในช่วงปลายปี 2559 และเริ่มจำหน่ายในปี 2560
วัคซีนไข้เลือดออกนี้ได้รับการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมีความปลอดภัยสูง มีอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีนน้อย จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกีมีประมาณ 60 % หลังได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม
โรคอื่นๆ ที่ตามมาในหน้าฝน
1. โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม มักเป็นอาการแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคหัด เกิดจากการติดเชื้อ ทั้งแบคทีเรียและไวรัส พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

2. โรคผิวหนัง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก โรคผิวหนังที่มีสาเหตุมาจากความอับชื้นที่มาพร้อมกับสายฝน ไม่ว่าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้า, ผื่นผิวหนัง, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง นั่นก็เพราะความอับชื้นเป็นปัจจัยให้ผิวไวต่อเชื้อแบคทีเรีย และแพ้ง่ายขึ้น
กลุ่มที่สอง โรคผิวหนังที่เกิดจากการถูกแมลงกัด เช่น แมลงก้นกระดก หรือด้วงก้นกระดก มักเกิดจากการที่แมลงมาเกาะแล้วเผลอปัด หรือบี้แมลงจนท้องมันแตก ทำให้สัมผัสกับสารพิษที่อยู่ในแมลงที่ชื่อว่าพีเดอริน เกิดเป็นผื่นแดงหรือเป็นรอยไหม้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสไปแล้วประมาณ 8 – 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นประมาณ 2 – 3 วัน บริเวณที่เป็นผื่นแดงหรือรอยไหม้จะมีตุ่มน้ำพองใส และตุ่มหนองขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมา พร้อมกับมีอาการแสบร้อน

3. โรคท้องร่วง บางคนเรียกว่าอาหารเป็นพิษ โรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส เช่น อาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก อาหารกระป๋อง รวมถึงอาหารที่ทิ้งค้างคืนไว้ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง มีอาการสูญเสียน้ำภายใน 1 – 2 วัน หรือภายในไม่กี่ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิด ประเภท ปริมาณของเชื้อโรค และสารพิษที่ได้รับ ทั้งนี้หากเกิดอาการรุนแรง เช่น ท้องเสียมาก อาเจียนมาก มีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ แขนขาอ่อนแรง หายใจลำบาก ตามัวมองเห็นไม่ชัด ปวดท้องอย่างรุนแรงร่วมกับมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

4. โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เลปโตสไปรา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยการติดเชื้อในคนจะมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และดื่มน้ำที่ปนเปื้อนแบคทีเรียดังกล่าวเข้าไป รวมถึงการสัมผัสหรือได้รับแบคทีเรียทางรอยแผลที่ผิวหนัง เช่น การเดินในบริเวณน้ำขังขณะเท้าเป็นแผล โดยผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง ตัวเหลือง คลื่นไส้ และอาเจียน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับตับและไต ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

จะเห็นได้ว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใด การดูแลเอาใจใส่สุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้มีสุขภาพกาย – ใจที่ดี เป็นเกราะคุ้มกันให้ห่างไกลและปลอดภัยจากโรคได้อีกทางหนึ่งครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
– https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/dengue
– https://www.bumrungrad.com/th/conditions/dengue-hemorrhagic-fever
– https://www.bangkokhospital.com/content/influenza-in-the-elderly
– https://www.thaipost.net/main/detail/59835
– http://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=2833