อายุที่มากขึ้น นอกจากจะนำพาริ้วรอยเหี่ยวย่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นของแถมมาด้วยก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และหนึ่งในโรคหรือปัญหาสุขภาพที่ผู้สูงอายุหลายท่านเป็นกังวลกันก็คือ “โรคกระดูกพรุน” นั่นเอง

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลก เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุข อันดับ 2 ของโลก รองจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด โดยผู้หญิงทั่วโลกเป็นโรคกระดูกพรุน มากกว่า 200 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ.2562 พบว่า อัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนในเพศหญิงสูงถึง 1 ใน 3 โดยเฉพาะในกลุ่มที่หมดประจำเดือนและอายุเกิน 60 ปี ส่วนในเพศชายมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ซึ่งร้อยละ 90 ของผู้ป่วยทั้งหมดไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุน

เห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว หลายคนที่ไม่เคยกลัว ก็เริ่มวิตกกับโรคกระดูกพรุนกันบ้างแล้วใช่ไหมล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้นกันดีกว่า

แบบไหน อย่างไร เรียกโรคกระดูกพรุน?

โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่มวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้กระดูกเปราะบาง เกิดการแตกหักง่ายขึ้น พบได้บ่อยในสตรีวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายที่อายุ 65 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญของโรคนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรม และการดำเนินชีวิต โดยพบว่า คนผิวขาวมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนผิวดำ ส่วนชาวเอเชียเราโอกาสเกิดโรคนี้ก็อยู่กึ่งกลางระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้ก็คือ เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว ผลที่ตามมาก็คือจะมีกระดูกแตกหัก โดยตำแหน่งที่มักเกิดกระดูกหักมากและบ่อยคือ กระดูกสะโพก, กระดูกข้อมือ, กระดูกซี่โครง, กระดูกต้นแขน และกระดูกสันหลัง แม้จะเกิดอุบัติเหตุหกล้มเบาๆ ก็สามารถเกิดสะโพกหักได้

ส่วนตำแหน่งกระดูกสันหลัง อาการที่สังเกตเห็นได้ง่ายๆ ก็คือ หลังโก่ง ทำให้คนไข้ตัวเตี้ยลงประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร และอาจส่งผลให้เกิดกระดูกสันหลังยุบและกระดูกสันหลังหักได้

ข้อมูลจาก มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ พบว่า ในปี 2018 ในยุโรปและอเมริกา มีผู้หญิงสูงวัย มากกว่า 7 แสนราย ประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก โดยในปีแรกมีอัตราการตายประมาณ 20 – 25% ในขณะที่คนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนติดเตียงตลอดไป

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่า ในปี พ.ศ.2593 หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกจะมีจำนวนผู้ป่วยกระดูกหักประมาณ 6.25 ล้านราย โดยในเอเชียจะมีประมาณ 3.25 ล้านราย 

โรคกระดูกพรุน สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยที่มีกระดูกแตกหักเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีผู้ดูแล 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังอาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น แผลกดทับจากการนอนติดเตียง โรคปอดบวม รวมถึงโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ

ทั้งนี้ การรักษาโรคกระดูกพรุนมี 3 วิธีหลักๆ คือ การใช้ยา, การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด แต่ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว ก็ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ 100% บางคนอาจพิการ หรืออาจมีอันตรายถ้าชีวิตได้ครับ

โรคกระดูกพรุน อะไรคือความเสี่ยง อะไรที่ต้องเลี่ยง?

   เมื่อเราห้ามพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้นไม่ได้ สิ่งที่เราดูแลตัวเองได้ก็คือการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารกลุ่มแคลเซียม เนื่องจากโรคกระดูกพรุนมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ร่างกายขาดแคลเซียมนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน จึงควรบริโภคอาหารกลุ่มแคลเซียมให้มากขึ้น และเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงวัย ซึ่งการรับประทานแคลเซียมที่ถูกต้องควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อยๆ เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก

  • ทารกต้องการปริมาณแคลเซียม 270 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยเด็กต้องการปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยรุ่นต้องการปริมาณแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยผู้ใหญ่ต้องการปริมาณแคลเซียม 1,000 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน

ข้อมูลจากกองวิเคราะห์อาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้วิเคราะห์ปริมาณแคลเซียมในอาหารของไทยพบว่า อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ได้แก่ นม, เนย, ชีส, งาดำ, ถั่วแดง, เต้าหู้, กุ้งแห้ง, ปลากรอบ และผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบชะพลู เป็นต้น 

สำหรับผู้สูงอายุ อาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียม ได้แก่ นมสด, โยเกิร์ต, ถั่วเหลือง, นมถั่วเหลือง, ฟองเต้าหู้, ปลาตัวเล็กตัวน้อย เช่น ปลาข้าวสาร รวมถึงผักใบเขียวและผักสีส้ม เช่น ผักโขม คะน้า ใบยอ ตำลึง ฟักทอง และแครอท เป็นต้น

  • นมสด (พร่องมันเนย) 200 มิลลิลิตร มีแคลเซียม 246 มิลลิกรัม
  • นมสด (รสจืด) 200 มิลลิลิตร มีแคลเซียม 226 มิลลิกรัม
  • ถั่วเหลืองดิบ 100 กรัม มีแคลเซียม 245 มิลลิกรัม
  • ใบยอ 100 กรัม มีแคลเซียม 469 มิลลิกรัม
  • คะน้า 100 กรัม มีแคลเซียม 245 มิลลิกรัม

นอกจากแคลเซียมแล้ว วิตามินดีก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายทำได้ดีขึ้น ซึ่งเราสามารถรับวิตามินดีได้โดยตรงจากแสงแดด (ยามเช้า) รวมถึงอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ไข่แดง, นม และปลาแซลมอน เป็นต้น

สำหรับพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ

  • งดบริโภคอาหารที่มีรสเค็ม
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
  • ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 4 แก้ว

นอกจากเรื่องของอาหารที่ควรกินและพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงแล้ว การป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การออกกำลังกาย โดยหมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการทรงตัว เช่น การเดิน, วิ่งเหยาะๆ, รำมวยจีน, การแกว่งแขน, กระโดดตบ รวมถึงกระโดดเชือก หลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่มีการก้ม งอตัว บิดตัว เช่น การซิทอัพ เพราะเสี่ยงทำให้เกิดกระดูกสันหลังบิดผิดรูปได้   

การออกกำลังกายควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ 5 ครั้ง/สัปดาห์ โดยใช้เวลาอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ก็สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และอาจช่วยลดความรุนแรงจากการหกล้มได้อีกด้วย

ไม่ต้องรอให้อายุมาก ไม่ต้องรอให้แก่ แต่เราสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีกระดูกดีๆให้ดูแลนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :



บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top