ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาหากได้ตามข่าว จะพบว่าเป็นช่วงที่ไวรัส RSV กำลังระบาด จนโรงพยาบาลหลายแห่งแน่นไปด้วยผู้ป่วยเด็ก นับว่าเป็นโรคที่มาแรงแซงโค้งกว่าโควิดอีกครับ โดยความชุกของโรคมักจะเกิดในช่วงนี้นี่แหละ เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยทั่วไปจะพบได้บ่อยในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ยิ่งอายุน้อยยิ่งอันตรายครับ แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแค่ในเด็ก เพราะอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น และอาจจะอันตรายถึงขั้นคร่าชีวิต นั่นคือ วัยสูงอายุ โรคนี้จะน่ากลัวอย่างไร เอลเดอร์จะพาทุกคนไปรู้จักกับโรค รวมถึงวิธีป้องกันตัวเองในฤดูกาลเช่นนี้

ไวรัส RSV คืออะไร

       ไวรัส RSV (Respiratory syncytial virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นได้ ซึ่งในผู้ที่แข็งแรง อาจจะรู้สึกเหมือนไข้หวัดธรรมดา ซึ่งบางครั้งไข้หวัดของเราก็เริ่มมาจากเชื้อ RSV นี่ล่ะครับ หรือเป็นหวัดธรรมดาก่อนแล้วจึงพัฒนาไปเป็นเชื้อ RSV แต่ในทางกลับกัน ในผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ โรคปอด โรคสมองและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากมีการติดเชื้อ ก็สามารถเกิดภาวะปอดบวมและการติดเชื้อรุนแรงได้ครับ สามารถติดต่อกันได้จากน้ำลาย ละอองเสมหะ

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัส RSV ได้แก่
– ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป
– ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
– ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อาการของไวรัส RSV ในเด็กและผู้สูงอายุ

         ทั้งเด็กและผู้สูงอายุจะมีอาการที่เหมือนกันครับและยังมีอาการที่คล้ายกับหวัดมากจนแทบจะแยกไม่ออก ซึ่งจะมีระยะเวลาในการฟักตัว 2 – 7 วัน โดยอาการที่เกิดขึ้นหากมีการติดเชื้อ RSV ได้แก่
– มีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส
– ตัวเขียว เนื่องจากการขาดออกซิเจน
– หายใจครืดคราด
– หายใจเร็วและแรง
– หอบเหนื่อย
– มีเสมหะมาก
– มีเสียงหวีดในปอด เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบ และหลอดลมมีการหดตัว
  – ไอเยอะ

 ข้อสังเกตในการแยกแยะระหว่างไข้หวัดธรรมดากับไวรัส RSV

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าทั้งไข้หวัดและไวรัส RSV มีอาการที่คล้ายกันมาก นั่นเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุหลายคนที่ติดเชื้อ RSV ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อนี้แล้ว คิดว่าที่ตัวเองกำลังเป็นคืออาการของไข้หวัด กว่าจะมาพบแพทย์ อาการก็รุนแรงไปมากแล้วครับ ดังนั้นเอลเดอร์จึงยกข้อสังเกตที่จะช่วยให้ทุกคนแยกแยะความแตกต่างของสองโรคนี้มาไว้ที่นี่

อาการไข้หวัดไวรัส RSV
มีไข้ไข้สูง 37 – 39 องศาเซลเซียสไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส
ไอ มีเสมหะไอค่อกแค่ก มีเสมหะไอเยอะ มีเสมหะมาก เหนียวข้น
คัดจมูก หายใจไม่ออกคัดจมูกแบบจมูกตันหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง
มีเสียงหายใจหายใจดังวี้ด ๆ ๆ

ภาวะแทกซ้อนที่เกิดขึ้นบ่อย

เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคเรื้อรังและระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีเท่ากับคนวัยอื่น ๆ เมื่อเป็นแล้วจึงมีโอกาสเสี่ยงที่อาการของโรคจะรุนแรงและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ครับ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่ว่านั้นมีดังนี้
– โรคปอดบวม
– โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
– ภาวะหัวใจล้มเหลว (CHF)
– อาการของโรคเรื้อรังกำเริบ

การรักษาไวรัส RSV

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาที่ใช้สำหรับรักษาเจ้าไวรัสนี้โดยเฉพาะและยังไม่มีวัคซีนป้องกันครับ ดังนั้น แพทย์จะรักษาไปตามอาการ เช่น หากเป็นไข้ ให้ทานยาลดไข้ทุก 4 – 6 ชั่วโมง ให้น้ำเกลือ ให้ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ หากหายใจไม่ออกจำเป็นต้องพ่นยาขยายหลอดลมและให้ออกซิเจน เป็นต้น

การป้องกันตัวเองจากไวรัส RSV

เราพอจะทราบถึงความน่ากลัวและอันตรายจากไวรัส RSV กันแล้วนะครับ ทางที่ดีควรจะเริ่มต้นดูแลและป้องกันตัวเองแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า เอลเดอร์จึงนำวิธีป้องกันตัวเองง่าย ๆ มาฝากกัน
1. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากไวรัสสามารถแพร่กระจายและไปติดตามสิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ครับ ซึ่งบางคนที่รับเชื้อเข้าไปอาจไม่แสดงอาการแสดงออกมา ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน
2. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ดวงตา จมูก และปาก หากยังไม่มีการชำระล้างร่างกายให้สะอาด
3. ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
4. กินร้อน ช้อนตัวเอง เลี่ยงการใช้ของร่วมกันกับผู้อื่น
5. หมั่นทำความสะอาดจุดที่มีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางที่มีการใช้ร่วมกัน
6. หากรู้สึกไม่สบาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่ผู้อื่น

         ผู้สูงอายุท่านใดมีอาการคล้ายจะเป็นหวัด อย่าปล่อยรอดูอาการนาน ๆ นะครับ ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการในระยะแรก ๆ จะว่าไปการป้องกันตัวเองจากเจ้าไวรัส RSV ก็ไม่ต่างอะไรกับการป้องกันเชื้อโควิดเลยครับ ปฏิบัติให้เป็นความเคยชินแล้วเราจะปลอดภัย ห่างไกลจากโรค

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.nfid.org/wp-content/uploads/2019/08/rsv-report.pdf
https://bit.ly/3jIk3jg
https://bit.ly/2Gai6P3

บทความอื่นๆ

คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะมีเงินเก็บที่มากพอสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่หลังเกษียณ เอลเดอร์จะมาพาทุกคนไปสำรวจตัวเองก่อนการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นขั้นตอน แล้วจะไม่มีคำว่า “รู้งี้” หรือ “ถ้า...”
สารอาหารบางชนิดสามารถช่วยในเรื่องของการปรับอารมณ์ หรือเรียกว่า “อาหารสร้างสุข” เช่น อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล เป็นสารอาหารที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ เนื่องจากระดับน้ำตาลที่พอเหมาะจะช่วยให้ผู้สูงวัยอารมณ์ดีขึ้น
error: Content is protected !!
Scroll to Top