สวัสดีครับวันนี้เอลเดอร์จะมาพูดถึงโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ แต่ยากที่จะรักษาให้หายขาด นั่นก็คือ ภาวะความดันโลหิตสูงครับ ภาวะที่ความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (systolic bloodpressure: SBP) หรือ ค่าความดันตัวบน มากกว่าหรือเท่ากับ 140 (mm/Hg) ขึ้นไป และความดันโลหิตในขณะที่หัวใจคลายตัว (diastolic bloodpressure: DBP) หรือ ค่าความดันตัวล่าง มากกว่าหรือเท่ากับ 90 (mm/Hg) ขึ้นไป

ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงอาจสร้างความเสียหายให้กับอวัยวะต่างๆ เช่นเกิดความเสียหายของหลอดเลือดแดง  การทำงานของหัวใจที่หนักขึ้นและอาจทำให้ไตเสื่อมได้ เป็นต้น รวมไปถึงการเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและพิการได้ เช่น การอุดตันของหลอดเลือด  และเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น 

โดยระดับความดันที่ควรสูงขึ้นยังสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับตามความรุนแรง ได้แก่

1. ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย
         SBP = 140 – 159 (mm/Hg)
         DBP = 90 – 99 (mm/Hg)
2. ความดันโลหิตสูงปานกลาง
         SBP = 160 – 179 (mm/Hg)
         DBP =100 – 109 (mm/Hg)
3. ความดันโลหิตสูงมาก
         SBP มากกว่า 180 (mm/Hg)
         DBP มากกว่า 110 (mm/Hg)

ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 

1. ความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ primary หรือ essential hypertension (95%) ซึ่งไม่สามรถระบุสาเหตุของความดันที่เพิ่มสูงขึ้นได้
2. ความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ secondary hypertension (5%) ซึ่งสามารถระบุสาเหตุการเพิ่มสูงขึ้นของความดันโลหิตได้ เช่น การการมีโรคร่วมอย่างไตเสื่อม หรือความผิดปกติของระบบฮอร์โมน เป็นต้น
ซึ่งผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ 95 ถูกจัดเป็น ความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ เนื่องจากไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งความผิดปกตินี้ เช่น ความเครียด กรรมพันธุ์ ความชรา และปัจจัยอีกที่สำคัญและกำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ การบริโภคเกลือปริมาณมาก

         จากรายงานทางการแพทย์ได้มีการระบุให้การบริโภคเกลือในปริมาณมาก เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูงที่นำไปสู่โรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และหัวใจวาย อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ไม่เพียงแต่จะพบในผู้สูงอายุเท่านั้น คนหนุ่มสาววัยทำงานก็ล้วนแต่เผชิญความเสี่ยงจาการกินเกลือในปริมาณสูงเช่นกัน นี่คือภัยเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพโดยที่เราไม่ทันระวังตัว!!!

การศึกษาล่าสุด โดย American heart association กำหนดให้ปริมาณเกลือที่ควรบริโภคต่อวันอยู่ 1,500 mg แต่คุณรู้หรือไม่ว่าประชาชนคนไทยนั้นกินเกลือเฉลี่ยแต่วันสูงเป็น 2  เท่าของค่าแนะนำ คือ 3,000 mg ต่อวัน หรือเทียบเท่ากับ 6  ช้อนชา… ใช่แล้วครับ… ความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็เพิ่มขึ้นด้วย

เรามาดูกันครับว่าในแต่ละวันเรากินเกลือกันเยอะขนาดไหน???
รายงานจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าอาหารจานโปรดของคนไทยนั้น มีปริมาณเกลือไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มต้นจาก ข้าวกระเพรา ซึ่งมีปริมาณเกลือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 mg ต่อจาน หรือ  3  ช้อนชา  ต่อด้วย ขนมจีนแกงเขียวหวาน ที่มีเกลือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 600 mg ต่อถ้วยหรือ 1  ช้อนชา และตัวอย่างสุดท้ายคือ ส้มตำไทย ที่มีเกลือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 mg ต่อจานหรือ 2.5  ช้อนชา ทั้งนี้ปริมาณเกลือยังถูกเพิ่มขึ้นจากปลาร้าและไข่เค็มตามสไตล์ความชอบของแต่ละคนด้วยละครับ

         หากเรารับประทานอาหารจานโปรดทั้ง 3 เมนูนี้ใน 1 วัน แน่นอนครับว่าเราย่อมได้รับปริมาณเกลือที่กินเข้าไปสูงมากเป็น2 เท่า ของค่าที่ควรจะบริโภค และหากพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ก็นำมาสู่ความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตที่สูงขึ้นด้วย 

ดังนั้นผู้สูงอายุควรลดการบริโภคโซเดียม เกลือ และอาหารรสเค็ม ซึ่งทำได้ง่ายๆดังนี้
1. หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองและอาหารรสจัด เช่น ไข่เค็ม ปลาร้า ปูเค็ม ตั้งฉ่าย เต้าหู้ยี้และผักดอง เป็นต้น
2. ลดการใช้เครื่องปรุงรสในการประกอบอาหาร เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และผงชูรส ที่มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรโซเดียมต่ำ เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส และน้ำผลไม้ เป็นต้น

3. หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ เช่น กุนเชียง หมูยอ แฮมและไส้กรอก เป็นต้น เนื่องจากอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้มักใส่สารกันเสีย ซึ่งมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ เช่น โซเดียมเบนโซเอต เป็นต้น
4. หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีน้ำจิ้มรสจัดและมีเครื่องปรุงรสเค็มเป็นองค์ประกอบ เช่น น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสุกี้และน้ำปลาหวาน เป็นต้น
5. เลือกใช้เครื่องเทศและสมุนไพรในการปรุงอาหาร เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติ ชดเชยการลดความเค็มในอาหาร เช่น ต้มยำ แกงส้มและแกงเลียง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันและบรรเทาภาวะความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ที่ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ดังนี้ครับ
1. การลดน้ำหนัก น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ชะนีมวลกายเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่าดัชนีมวลกายตั้งแต่27 ขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง ดังนั้นควรรักษา ดัชนีมวลกายให้อยู่ในช่วง18.50-24.90 กิโลกรัม/ตารางเมตร ซึ่งจะสามารถลดความดันโลหิตได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท

2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยการลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว และเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน เช่น ปลา ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตลง 2.50-3.00 มิลลิเมตรปรอท

3.การออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตผ่านการหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน ส่งผลให้หลอดเลือดบีบตัวได้ดีขึ้น ลดความตึงตัวของหลอดเลือดเพื่อให้มีการขยายตัวมากขึ้น การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันและเเข็งตัวของหลอดเลือดได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง วันละ 30-45 นาทีเป็นเวลา 3-4 วัน ใน 1 สัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตได้ 4-9 มิลลิเมตรปรอท

4. ลดการบริโภคแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ การได้รับแอลกอฮอล์มากกว่า1 ออนซ์ต่อวันจะทำให้ SBP เพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตรปรอท นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อร่างกายในระบบอื่นๆอีกด้วย ดังนั้นผู้สูงอายุไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งไม่ควรสูบบุรี่ ซึ่งมีสารนิโคตินที่ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

5. การลดความเครียด ความเครียดทำให้ร่างกายตอบสนองโดยตรงต่อการเพิ่มความดันโลหิต ไม่ว่าจะเป็นการบีบตัวของหัวใจที่แรงขึ้นและหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น เป็นต้น ดังนั้น ผู้สูงอายุควรบริหารจัดการความเครียดที่เหมาะสม เช่น การฝึกการหายใจ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการฝึกสมาธิ เป็นต้น

อ้างอิง



บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top