โรคงูสวัด (Shingles) ซึ่งเป็นโรคที่คอยฉวยโอกาสในยามที่ร่างกายของเราอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น หลายท่านที่เคยมีอาการของโรคนี้จะทราบว่า โรคนี้ไม่หายไปง่ายๆและสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคงูสวัดและวิธีป้องกันโรคนี้ในผู้สูงอายุกันครับ

โรคงูสวัดคืออะไร
โรคงูสวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส “วาริเซลลาซอสเตอร์” (Varicella-Zoster virus) โรคนี้จัดเป็นการติดเชื้อซ้ำในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส ซึ่งแม้ว่าผู้ป่วยจะหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว แต่เชื้อตัวนี้จะยังคงแฝงอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย โดยจะไม่แสดงอาการความผิดปกติในขณะที่ร่างกายแข็งแรง แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอ เช่น พักผ่อนน้อย ภูมิคุ้มกันต่ำลงหรือมีอาการป่วยเนื่องจากโรคอื่น เชื้อไวรัสตัวนี้จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทและเมื่อมีการเคลื่อนย้ายของเชื้อไวรัสไปยังบริเวณผิวหนังก็จะทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อนตามผิวหนัง
อาการของโรคงูสวัด
– ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดจะมีอาการปวดแสบร้อนตามผิวหนัง
– เกิดผื่นแดงบริเวณที่ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสที่เรียงตัวเป็นแนวยาวตามแนวของเส้นประสาท
– บริเวณที่พบได้บ่อยคือแนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง บางคนอาจขึ้นที่ใบหน้าหรือแขนขา
– ต่อมาตุ่มน้ำจะแตกออกเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด โดยทั่วไปอาการปวดและแผลจะหายใน 2-4 สัปดาห์
– ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเป็นเวลาหลายเดือน ในผู้สูงอายุอาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทนานกว่าช่วงวัยอื่น
อันตรายจากโรคงูสวัดในผู้สูงวัย
ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่าเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์นี้จะแฝงตัวอยู่ในร่างกายและกลับมาแสดงอาการได้เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ดังนั้นทุกคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคงูสวัด โดยพบการเกิดโรคงูสวัดประมาณร้อยละ 30 ในประชากรทั่วไป จากการศึกษายังพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้มาก คิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และเพิ่มถึงร้อยละ 50 ในผู้ที่มีอายุถึง 85 ปี โดยผู้ป่วยสูงอายุมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง นอกเหนือจากอาการปวดแสบปวดร้อนที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแล้ว อาจเกิดร่วมกับอาการรับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำให้เกิดความเครียด และโรคงูสวัดยังอาจนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ เช่น
– หากเป็นงูสวัดบริเวณใบหน้า อาจทำให้เกิดบาดแผลที่กระจกตาและตาอักเสบ
– ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบได้
– หากงูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหูด้านหน้า อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง เกิดอัมพาตบริเวณใบหน้าได้
การป้องกันโรคงูสวัดด้วยการฉีดวัคซีน

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคงูสวัดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งผู้สูงอายุทุกคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปควรได้รับวัคซีนทุกคน รวมไปถึงคนที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้วก็ยังควรจะได้รับวัคซีน เพราะวัคซีนจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำและลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอาการปวดตามแนวเส้นประสาทที่พบตามมาได้บ่อย ปัจุบันวัคซีนที่ฉีดในผู้ใหญ่คือวัคซีนป้องกันไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ มี 2 ชนิดที่ใช้คือ
– วัคซีนชนิดเชื้อเป็น ฉีดเพียงเข็มเดียว (เข็มละ 0.65 มิลลิลิตร) ก็สามารถลดโอกาสเกิดโรคได้ จากการศึกษาพบว่าสามารถลดโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นงูสวัดได้ 69.8% ในผู้ที่อายุ 50-59 ปี และมีประสิทธิภาพ 51% ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
– วัคซีนชนิดเชื้อตาย CDC แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม (เข็มละ 0.5 มิลลิลิตร) โดยเว้นระยะห่างกันระหว่าง 2-6 เดือน วัคซีนนี้มีการศึกษาว่าช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นงูสวัดได้ 90-97% สำหรับผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป

ดังนั้นผู้ที่ “ควร” ได้รับวัคซีนป้องกันงูสวัด คือ
– ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ทั้งที่เคยเป็นและไม่เคยเป็นโรคงูสวัด หรือโรคอีสุกอีใสมาก่อน
– ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50-59 ปีที่เคยมีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใส หรือโรคงูสวัดมาก่อน
– ผู้ที่มีความเครียดสูง
– ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นเบาหวาน, ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน, เอดส์
ผู้ที่ “ควรงด” รับวัคซีนป้องกันงูสวัด
– เคยมีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง ได้แก่ สารเจลาติน หรือยา Neomycin
– ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ติดเชื้อเอชไอวี ที่มีค่า CD4 ต่ำมาก
– หญิงตั้งครรภ์ หรืออาจจะตั้งครรภ์
– หากมีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน รอให้หายป่วยก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน
อ้างอิง
–
–
–