ฤดูหนาว เป็นฤดูกาลที่อยู่ในสภาพการเก็บกัก ฤดูกาลแห่งความความสงบ เริ่มต้นเข้าสู่การบำรุง เหมือนเป็นระยะพักหรือจำศีลดังเช่นสัตว์บางชนิด และเป็นช่วงแห่งการปรับความเป็นอยู่ที่ต่างจากฤดูอื่น เพราะอากาศที่หนาวเย็นและช่วงเวลากลางวันที่สั้นและกลางคืนที่ยาวนาน เราจึงต้องนอนเร็ว ตื่นเร็ว และปรับอารมณ์ให้สงบ

การดูแลรักษาสุขภาพตามกาลเวลา
ช่วงเช้า : ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการลืมตาของคนเราที่จะมีพลังหยาง ( หยางชี่ ) ออกจากตา เพราะฉะนั้นจึงควรตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกาย ออกมารับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดี และสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
ช่วงเที่ยง : ช่วงเวลาที่แดดร้อนที่สุด หยางชี่ของคนเราก็จะมากสุดเช่นกัน คนที่สภาพร่างกายไปในทางร้อนเกินอยู่แล้ว ห้ามทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการร้อนในได้ ส่วนคนที่สภาพร่างกายไปในทางเย็นต้องบำรุงหยาง แนะนำให้ดื่มชาขิงร้อนๆ หรือขิงสดวันละสองแผ่นทุกๆเช้า
ช่วงเย็น : พระอาทิตย์ตกดิน หยางชี่ที่ลดลง จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือ ช่วงเช้าเราควรออกกำลังกาย และช่วงเย็นควรพักผ่อน
การดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวตามหลักการแพทย์แผนจีน เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งหลักการดูแลสุขภาพแบบแพทย์แผนจีนในหน้าหนาวก็คือ การดำเนินชีวิตตามหลักธรรมชาติโดยจะถนอมพลังหยาง (ความร้อน) ไม่ให้สูญเสียไป นอกจากนี้อวัยวะที่สำคัญที่ต้องดูแลคือ “ไต” เพราะไตเป็นรากฐานของอวัยวะภายใน รวมถึงการรักษาสมดุล ยินหยางตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน สรุปคือในฤดูหนาวควรบำรุงไตและหลีกเลี่ยงความเย็น โดยมีหลักง่ายๆ 9 ข้อ ดังนี้
1. รักษาความอบอุ่นของร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค เนื่องจากอากาศเย็นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคหรือทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น เช่น ไข้หวัด ปวดข้อรูมาตอยด์ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง
2. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ โดยไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำ ผิวจะแห้ง ลอก และคัน สำหรับผู้สูงอายุแนะนำ การรำไทเก็กอู่ฉินซี่ ท่วงท่าการฝึกค่อนข้างง่าย หรือการนวดกดจุด การฝึกโยคะ ควรทำหลังก่อนหรือหลังมื้ออาหารอย่างน้อง ครึ่งถึง 1 ชั่วโมง
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร ซึ่งช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
4. ดูแลรักษาเท้า เพราะเท้าอยู่ไกลจากหัวใจ ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ จึงต้องรักษาอุณหภูมิของเท้าทั้งกลางวันและกลางคืน ควรแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นร่วมกับการกดจุดเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้หลับสบาย
5. การระบายอากาศ ช่วงฤดูหนาวคนส่วนใหญ่มักจะนอนปิดประตูหน้าต่างซึ่งเป็นหลักการที่ผิด แนะนำให้เปิดหน้าต่างให้มีการระบายของลม และให้อากาศสดชื่นมาแทนที่
6. ดื่มชาหรือทานโจ๊กอุ่นๆ หลีกเลี่ยงอาหารเย็นหรือแช่แข็ง เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด
7. บำรุงร่างกายอย่างเหมาะสม ด้วยอาหารที่เพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย เช่น ต้มยำ แกงส้ม ปลานึ่ง เห็ดหูหนูดำ ข้าวเหนียวดำ ถั่วดำ พริก พริกไทย ขมิ้น กระเทียม กะเพรา ฯลฯ รวมถึงการรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ และในหน้าหนาวควรทานหวาน ผลไม้ เช่น สาลี่ เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ปอด และอุ่น ห้ามทานเย็น
8. ดูแลรักษาสุขภาพจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง เดินเล่นชมสวน ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกายแบบไทเก็ก ชี่กง และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ
9. ไม่ควรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายความหนาว เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดภาวะหัวใจวายส่งผลให้เสียชีวิตได้
3 สมุนไพร แก้ไข้ คลายหนาว

1. ก้านอบเชย นำก้านอบเชยมาต้มน้ำพอเดือด ไม่ควรทิ้งไว้นาน ดื่มในตอนเช้า มีส่วนช่วยในการกระจายความร้อนให้แก่ร่างกาย หากผู้ที่เป็นหวัดจะช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ดี
2. ขิงสด นำไปทุบให้แตกเล็กน้อย แล้วนำไปต้มดื่มเป็นชา หากต้องการเสริมภูมิต้านทานสามารถผสมน้ำผึ้งแล้วดื่มได้
3. หอมแดง นำหอมแดงมาซอยแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง วางไว้บริเวณใกล้หัวนอน กลิ่นจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งสบาย ลดการเกิดเสมหะ

เพราะฤดูหนาวนำมาซึ่งธรรมชาติที่สวยงาม จึงไม่แปลกที่หลายคนชื่นชอบฤดูนี้ แต่ในทางกลับกันมันอาจนำพาโรคภัยไข้เจ็บดังที่กล่าวไปข้างต้นมาด้วย ดังนั้นผู้สูงอายุควรเตรียมพร้อมรับมือกับโรคภัยที่เกิดกับผู้สูงวัยในหน้าหนาวและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบนี้อยู่เสมอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
– https://www.thaihealth.or.th/Content/46538-แนะหลัก%208%20ข้อ%20ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยช่วงฤดูหนาว.html
– http://cmed.hcu.ac.th/article.php?num=163
– https://www.youtube.com/watch?v=uhXHNs7GQQ0