การท้องผู้ขับถ่ายยากเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่มาคู่กับผู้สูงอายุ ปัจจัยก็มีหลากหลายสาเหตุตั้งแต่การเบื่ออาหารรับประทานน้อยลงบวกกับสุขภาพช่องปากและฟันไม่ค่อยดีทำให้เบื่ออาหาร ระบบย่อยอาหารทำง่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ ลำไส้เคลือนตัวช้า เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการท้องผูกถ่ายยากในผู้สูงอายุทั้งสิ้น ทำให้หลาย ๆ ท่านต่างสรรหาวิธีมาจัดการกับอาการท้องผูกหนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้นกับการใช้ยาระบาย แต่รู้ไหมครับว่าการใช้ยาระบายนาน ๆ นั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิดนะครับ ซึ่งวันนี้เอลเดอร์มีสาระดี ๆ ถึงอันตรายของยาระบายมาฝากด้วยครับ

หลักการทำงานของยาระบาย

ขึ้นชื่อว่ายาระบายหน้าที่ของมันก็คือช่วยระบายอุจจาระหรือกากอาหารในลำไส้ให้ถูกขับออกมา ด้วยเหตุนี้คนที่มีอาการท้องผูกถ่ายยากหรือไม่ถ่ายติดต่อกันนาน ๆ ต่างก็มองว่ายาระบายเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ยาระบายก็มีหลักการทำงานแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทของยาระบายได้ ดังนี้ 

ยาระบายชนิดเพิ่มปริมาณกากอาหารในลำไส้ (bulk-forming laxatives) 
เพิ่มปริมาณอุจจาระ ดูดน้ำได้ดี อุจจาระจึงนิ่มขับถ่ายออกได้ง่าย ยาออกฤทธิ์ประมาณ 1-3 วัน 

ยาระบายชนิดเพิ่มน้ำในลำไส้ (osmotic laxatives) 
ออกฤทธิ์โดยการดึงน้ำเข้าลำไส้ใหญ่มากขึ้น ปริมาณน้ำในลำไส้เพิ่มขึ้น ทำให้อุจจาระเหลวขึ้นขับถ่ายได้ง่าย ออกฤทธิ์เร็ว

ยาระบายชนิดกระตุ้นการทำงานของลำไส้ (stimulant laxatives)
กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ออกฤทธิ์ใน 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ยาประเภทนี้บ่อย ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุเพราะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ 

ยาระบายชนิดทำให้อุจจาระนุ่ม (stool softeners) 
ทำให้อุจจาระนิ่ม ง่ายต่อการเคลื่อนตัวผ่านลำไส้  ออกฤทธิ์ภายใน 1-2 วัน

อันตรายของการใช้ยาระบาย

แม้ว่าจะมียาระบายหลากหลายประเภทตามการออกฤทธิ์ดังได้กล่าวไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่ายาระบายประเภทไหนก็ตามมีเหมือนกันก็คือการไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด อึดอัดในท้อง เนื่องจากมีแก๊สในลำไส้ หรือบางรายอาจเกิดอาการท้องเดินปวดบิดเกร็งช่องท้องตามมาได้ บางรายอาจถึงขั้นอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียนตามมาได้ 

นอกจากนั้นแล้วการใช้ยาระบายจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์หรือเกลือแร่ต่าง ๆ เพราะยาระบายจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงลำไส้ ซึ่งทำให้เกลือแร่ในร่างกายที่ละลายอยู่ในน้ำถูกขับออกไปด้วย ซึ่งอาจจะกระทบกับการทำงานโดยรวมของร่างกาย อย่างยาระบายกลุ่มเพิ่มน้ำในลำไส้จะทำให้ร่างกายดูดซึมแมกนีเซียมได้น้อย ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อีกทั้งการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อาจทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายจะดีที่สุดครับ

อันตรายของยาระบายยังไม่จบแค่นี้นะครับเพราะถ้าหากเราใช้ยาระบายติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ลำไส้ของเราทำงานลดลง เพราะยาระบายที่ไปกระตุ้นลำไส้จะทำให้ผนังลำไส้เหี่ยวทำให้ลำไส้ไม่บีบตัวทำให้จะต้องยิ่งเพิ่มขนาดยามากขึ้นถึงจะขับถ่ายได้เท่าเดิม กลายเป็นว่าติดยาระบายตามมา เมื่อปล่อยไว้นานเข้าจนลำไส้เคยชิ้นกับการถูกกระตุ้น หากวันใดที่เราหยุดใช้ยาขึ้นมาลำไส้ก็จะไม่สามารถทำงานได้เองตามปกติกลายเป็นลำไส้อัมพาต ซึ่งจำเป็นต้องสวนทวารเท่านั้นถึงจะขับถ่ายได้ หรือไม่ก็ถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดกันเลยทีเดียวครับ เห็นไหมล่ะครับว่ายาระบายมีแต่ผลเสียยิ่งในผู้สูงอายุนะครับยิ่งเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ มากขึ้นไปอีก

แก้อาการท้องผูกด้วยหลักการธรรมชาติ

วิธีแก้อาการท้องผูกนั้นยังไงก็ต้องเริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วิธีเหล่านี้เอลเดอร์มั่นใจว่าทุกท่านทราบดีครับ แต่เอลเดอร์อยากจะเสริมอีกหนึ่งคำแนะนำดี ๆ นั่นก็คือการเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) เพราะจะช่วยทำให้การทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยยั้บยั้งจุลินทรีย์และแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ ลดการเกิดท้องเสีย ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการเพิ่มระสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ด้วยวิธีการแบบธรรมชาติ ให้จุลินทรียืในลำไส้ได้ทำงานแทนยาถ่ายยังไงล่ะครับ โดยเราจะพบโพรไบโอติกส์ได้ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ เป็นต้น 

นอกจากเรายังต้องเสริมพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ที่เป็นอาหารสำหรับโพรไบโอติกส์เข้าไปด้วยครับ ซึ่งก็ได้แก่พวกกากใยอาหารและเซลลูโลสในพืชผักผลไม้ เพราะจะเป็นแหล่งพลังงานให้กับโพรไบโอติกส์ช่วยให้จุลิทรีย์ที่ดีเหล่านี้แข็งแรง ให้ลำไส้ทำงานได้เป็นปกติ อาการท้องผูกก็จะลดน้อยลงตามมาครับ

อ่านมาถึงตรงนี้เอลเดอร์เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงพอเข้าใจถึงอันตรายของการใช้ยาถ่ายกันแล้วนะครับ ใครที่คิดจะเริ่มใช้ขอให้ตั้งสติคิดใหม่ ส่วนใครที่ใช้อยู่ควรรีบหยุดก่อนที่ลำไส้จะเป็นอัมพาต แล้วไปหาตัวช่วยดี ๆ อย่างการเสริมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมรับประทานกากใย ออกกำลังกาย และดื่มน้ำให้เพียงพอเท่านี้ก็จะช่วยให้ห่างไกลจากการท้องผูกได้แล้วล่ะครับ

ที่มา

บทความอื่นๆ

ปัญหาท้องอืด เอลเดอร์เชื่อว่าหลายๆคนประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นสูงวัยมาทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาท้องอืด และมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารกันครับ
ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้สูงอายุ เอลเดอร์เชื่อว่าหลายท่านคงยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่โรคนี้เป็นโรคอันตรายใกล้ตัวอย่างมากที่ผู้สูงอายุไม่ควรละเลย
error: Content is protected !!
Scroll to Top