อายุมากที่ขึ้นมาพร้อมกับการทำงานของร่างกายที่เสื่อมถอยลงในแต่ละระบบ รวมถึงการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ความผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะที่มักพบได้ในผู้สูงอายุ เช่น การลดลงของการรับความรู้สึก แรงบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะและการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดที่เสื่อมถอยลง นำมาสู่ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยผู้สูงอายุไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้ จึงทำให้ไม่สามารถกลั้นหรือหยุดการไหลของปัสสาวะตามที่ต้องการ รวมถึงการมีน้ําปัสสาวะไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น เมื่อเปลี่ยนท่าทางหรือขยับตัว เป็นต้น ซึ่งก็ให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังทำให้ยากต่อการดูแลรักษาสุขอนามัยของผู้สูงอายุ
ก่อนพูดถึงวิธีการดูแลทางเดินปัสสาวะนั้น เอลเดอร์ขอพูดถึงโครงสร้างและการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะเพื่อประกอบความเข้าใจแก่ผู้อ่านทุกท่านนะครับ โดยโครงสร้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับปัสสาวะได้แก่
- ไต ทำหน้าที่กรองปัสสาวะ เพื่อกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินจากเลือด รวมถึงดูดกลับธาตุอาหารที่สำคัญกลับคืน
- ท่อไต ท่อขนาดเล็กที่ลำเลียงปัสสาวะจากไตทั้งสองข้างมายังกระเพาะปัสสาวะ
- กระเพาะปัสสาวะ เป็นโครงสร้างของกล้ามเนื้อที่มีลักษณะคล้ายถุง ทำหน้าที่กักเก็บปัสสาวะและควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ
- ท่อปัสสาวะ เป็นท่อขนาดเล็กที่ลำเลียงปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย
โดยปกติแล้วการขับถ่ายปัสสาวะเริ่มจากการกรองของปัสสาวะที่ไต แล้วมากักเก็บยังกระเพาะปัสสาวะซึ่งจะมีเส้นประสาทสั่งการและรับความรู้สึกอยู่บริเวณนี้ เมื่อปัสสาวะที่กักเก็บในกระเพาะปัสสาวะมีปริมาณและแรงดันที่มากขึ้น จะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทเพื่อให้กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะบีบตัว ร่วมกับการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดที่ทำหน้าที่เหมือนก๊อกน้ำ ดังนั้นจึงมีการขับปัสสาวะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ กระเพาะปัสสาวะจึงมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะที่ทำงานร่วมกันกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระเพาะปัสสาวะมีได้หลายรูปแบบ เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ภาวะปัสสาวะเล็ด (Urinary incontinence) ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (overactive bladder) และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer) เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าความผิดปกติของกลุ่มอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรมหรือการเสื่อมการทำงานตามอายุ ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพของทางเดินปัสสาวะจึงช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวัยชราได้
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำที่มีการปรุงแต่งรสชาติ สีสัน แต่ควรดื่มน้ำเปล่าแทน อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ยกเว้นในบางกรณีที่ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคไต หรือ โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งต้องควบคุมปริมาณการดื่มน้ำไม่ให้มากเกินไปในแต่ละวัน ดังนั้นการปรึกษาแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการวางแผนโภชนาการและการดื่มน้ำในแต่ละวัน
2. งดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น ช็อคโกแลต ชาและกาแฟ เป็นต้น เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวมีสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวขับปัสสาวะ (diuretics) ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะและเร่งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะให้ทำงานหนักมากขึ้น
3. บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือที่เรียกว่า Kegel exercises ซึ่งเป็นการขมิบรอบๆรูเปิดของอวัยวะอุ้งเชิงกราน และการขมิบให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานยกขึ้นและเข้าข้างใน โดยฝึกฝนการขมิบโดยทำค้างไว้นานที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วคลาย เมื่อฝึกฝนนานขึ้นจึงเริ่มออกกำลังกายเป็นเซ็ต โดยขมิบครั้งละ 8 ถึง 10 วินาที และทำซ้ำ 8 ถึง 12 ครั้งต่อ 1 เซ็ต และทำต่อเนื่อง 3 เซ็ตต่อวัน เพื่อเพิ่มความเเข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ช่วยป้องกันภาวะปัสสาวะเล็ดเมื่อไอหรือจามได้
4. ไม่กลั้นปัสสาวะ เนื่องจากกจะทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะและหูดรูดทำงานหนักและเสื่อมการทำงานได้เร็วขึ้น รวมถึงเกิดความเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นจึงควรปัสสาวะทันทีที่รู้สึกปวดปัสสาวะ หรือควรปัสสาวะทุกๆ 3-4 ชั่วโมง และใช้เวลาขับถ่ายปัสสาวะจนหมด
5. ขับถ่ายปัสสาวะในท่าทางที่ผ่อนคลาย เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบๆกระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนสุขภัณฑ์จากส้วมนั่งยอง ให้เป็นส้วมนั่งราบแบบชักโครก จะเพิ่มความปลอดภัยและสะดวกสบายต่อการใช้งานของผู้สูงวัยมากกว่า
6. ผู้สูงอายุเพศหญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นช่วยควบคุมสมดุลกรดด่างของช่องคลอดและท่อปัสสาวะ ดังนั้นเมื่อเสียสมดุลความเป็นกรดด่างของบริเวณดังกล่าวทำให้ช่องคลอดและท่อปัสสาวะจะง่ายต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และเสี่ยงต่อการเกิดทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำๆ ดังนั้นจึงอาจจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อรับยาที่ช่วยปรับระดับฮอร์โมนและสมดุลกรดด่างในช่องคลอด
7. การทำความสะอาดที่ถูกวิธี เนื่องจากเพศหญิงมีโครงสร้างท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าเพศชายทำให้มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะจากบริเวณช่องคลอดได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงต้องหมั่นใส่ใจเรื่องการทำความสะอาดบริเวณช่องคลอด เช่น ทำความสะอาดให้ถูกวิธี โดยไม่เช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังบริเวณรอบรูทวารมาทางด้านหน้า ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่แบคทีเรียเข้าสู่ช่องคลอดได้มากกว่าการเช็ดจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง รวมถึงการเลือกใช้ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดีเพื่อป้องกันการอับชื้น เป็นต้น
อ้างอิง
https://www.nia.nih.gov/health/13-tips-keep-your-bladder-healthy
https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_10_006.html
http://www.fsh.mi.th/km/wp-content/uploads/2014/06/old.pdf