เราจะทำอย่างไร ถ้าหากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ผู้สูงอายุป่วย หรือไม่สบายกะทันหัน แล้วในขณะนั้นอาจจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถไปหาหมอได้ วันนี้เอลเดอร์จะพาทุกท่านนำพืชผักที่เรารู้จักและใช้กันเป็นประจำอยู่แล้ว มาทำเป็นยากันนะครับ โดยสรรพคุณสามารถแบ่งได้ตามกลุ่มอาการดังนี้ครับ
กลุ่มเบาหวาน
สมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาเบาหวาน ได้แก่ พืชจำพวก กระแตไต่ไม้ ชะพลู โทงเทง บุก สัก อินทนิลน้ำ เป็นต้น ในที่นี้เอลเดอร์จะขอยกตัวอย่างสรรพคุณเฉพาะตัวที่เรารู้จักกันดีนะครับซึ่งได้แก่ ชะพลู และบุก
1. ชะพลู
ชะพลูเป็นไม้ล้มลุก เรานิยมใช้ใบมารับประทาน นำมาประกอบอาหาร รวมทั้งทานเป็นเครื่องเคียงในหลายๆเมนู อาทิเช่น แกงคั่วใบชะพลู เมี่ยงใบชะพลู เป็นต้น
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ผล | ส่วนผสมโรคหืด แก้บิด |
| ราก ต้น ดอก ใบ | ขับเสมหะ |
| ราก | แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้บิด |
| ทั้งต้น | แก้เสมหะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาเบาหวาน |
วิธีใช้สำหรับรักษาโรคเบาหวาน
ให้นำชะพลูสดทั้งต้น จำนวน 7 ต้น มาล้างให้สะอาดนะครับ เสร็จแล้วให้ใส่น้ำให้ท่วม โดยต้มใส่น้ำประมาณ 3 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 1ส่วน แล้วนำมาดื่มให้เหมือนกับดื่มน้ำชาเลยนะครับ ครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหาร 3 มื้อ
ข้อควรระวัง
· ก่อนดื่มและหลังดื่มทุกครั้งควรตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะ เนื่องจากยานี้ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงอย่างรวดเร็ว
2. บุก
เป็นพืชหัว เจริญเติบโตได้ทั่วไปในประเทศแถบร้อนชื้น ประเทศไทยเรานิยมนำส่วนต่างๆ ของบุกมาประกอบอาหาร เช่น ยอดอ่อน ลำต้น และหัวใต้ดิน มีรายงานการศึกษาพบว่าบุกส่วนหัว ประกอบด้วยกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งจะไม่ถูกย่อยโดยกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ กลูโคแมนแนนสามารถดูดน้ำและพองต้วได้ทำให้รู้สึกอิ่ม และกินอาหารได้น้อยลง
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
– ลดคอเลสเตอรอลและควบคุมน้ำหนักตัว เนื่องจากกลูโคแมนแนนทีพองตัวจะไปห่อหุ้มอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ให้สัมผัสกับน้ำย่อย จึงช่วยในเรื่องการคุมน้ำหนักตัว นอกจากนี้ยังสามารถช่วยดูดซับไขมัน และกรดน้ำดี และช่วยลดคอเลสเตอรอลด้วย
– ลดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ทำให้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
– เนื่องจากกลูโคแมนแนนจะพองตัวในทางเดินอาหาร ทำให้กระตุ้นทางเดินอาหารส่วนล่าง ช่วยในการระบายและขับถ่าย
วิธีใช้สำหรับรักษาโรคเบาหวาน
– สำหรับรักษาโรคเบาหวานให้ใช้บุกแบบผง ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงดื่ม ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง วันละ 2-3 มื้อ
ข้อควรระวัง
· เหง้าและใบถ้าปรุงไม่ดี จะทำให้ปากพองได้
กลุ่มลดไขมันในเส้นเลือด
1. กระเจี๊ยบ
เป็นไม้พุ่ม ลำต้นสีม่วงแดง ดอกสีชมพู ตรงกลางสีม่วงแดง เนิยมนำดอกมาต้มดื่ม
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ผล | ลดไขมันในเส้นเลือด |
| ดอก | แก้นิ่วในไต แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด |
| ใบ | แก้พยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ |
| เมล็ด | บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด |
| กลีบเลี้ยงของดอก | ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ช่วยย่อยอาหาร |
วิธีใช้สำหรับลดไขมันในเส้นเลือด
– ใช้กลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชาหรือประมาณ 3 กรัม ในน้ำต้ม 1 ถ้วย 250 มล. ดื่มวันละ 3 ครั้ง
ข้อควรระวัง
· ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องเสียได้ เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
· ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
2. เสาวรส
เป็นไม้เถา ผลลักษณะกลม นิยมนำผลมารับประทาน เสาวรสมีรสชาติเปรี้ยว บางสายพันธุ์รสออกหวาน เสาวรสนิยมถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่มและขนม ของว่าง รับประทานได้ทั้งแบบรับประทานสด และทานได้ทั้งเมล็ด
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
– มีรายงานการศึกษาพบว่าใยอาหารในส่วนที่ไม่ละลายน้ำที่พบในเมล็ดเสาวรสมีฤทธิ์ลดไขมันในเส้นเลือด
– ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดเสาวรสชนิดเปลือกสีเหลืองมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
– ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดทั้งชนิดผลสีม่วงและสีเหลืองมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
วิธีใช้สำหรับลดไขมันในเส้นเลือด
– ผลที่แก่จัด จำนวนตามชอบ นำมาล้างให้สะอาด ผ่าครึ่ง คั้นเอาแต่น้ำ เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ปรุงให้รสกลมกล่อมตามชอบ ใช้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ ลดไขมันในเส้นเลือด
ข้อควรระวัง
· มีรายงานทางการแพทย์บ่งชี้ว่าน้ำคั้นเสาวรสมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cytochrome P450 ซึ่งเอนไซม์นี้มีบทบาทในกระบวนการเผาผลาญยา ดังนั้นหากต้องรับประทานยาที่ต้องใช้เอนไซม์ที่กล่าวมาข้างต้นในการเผาผลาญยาควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำคั้นเสาวรสนะครับ
· แม้ว่าเสาวรสจะมีรสชาติเปรี้ยว แต่เป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างมาก ดังนั้นเวลารับประทานไม่ควรเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งมากเกินไปเพราะอาจทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายสูงได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ควรระวัง
· เสาวรสอ่อนบางสายพันธุ์มีสารไซยาไนต์อยู่ที่เปลือก ดังนั้นควรระมัดระวังในการรับประทานเสาวรสในส่วนอื่นๆแบบดิบ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนที่สามารถรับประทานแบบดิบได้อย่างปลอดภัยคือส่วนเนิ้อ และเมล็ดเท่านั้นนะครับ
กลุ่มแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ในผู้สูงอายุ มักจะมีปัญหาอาหารไม่ย่อย ตามมาด้วยอาการท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรามาดูกันนะครับว่า มีพืชผักอะไรบ้างที่เราใช้กันเป็นประจำในครัว ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
1. พริกไทย
เป็นพืชตระกูลไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เรานิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติ
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ผล | ผลที่ยังไม่สุกนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นอาหาร |
| ดอก | แก้ตาแดง |
| ใบ | แก้ลมจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ |
| เมล็ด | ใช้ขับลม ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้อาหารไม่ย่อย |
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
– มีรายงานว่าพริกไทยจะเพิ่มการหลั่งน้ำย่อยของระบบทางเดินอาหาร และนอกจากนี้ ยังเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้
– มีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิ และเชื้อแบคทีเรีย
– ลดไขมันในเลือด
– ช่วยลดไข้
วิธีใช้แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ
– นำเมล็ด 0.5-1 กรัม ประมาณ 15-20 เมล็ด บดเป็นผง ชงรับประทาน 1 ครั้ง
ข้อควรระวัง
· พริกไทยมีสารไพเพอรีนซึ่งเป็นสารอ้ลคาลอย์ ที่ให้กลิ่นฉุนหรือรสชาติเผ็ด ผลการศึกษาพบว่าไพเพอรีนอาจเป็นพิษต่อเซลล์กระดูก หากได้รับในปริมาณสูง ดังนั้น เราควรที่จะระมัดระวังปริมาณที่บริโภค ไม่ควรมากเกินไปนะครับ
2. โหระพา
เป็นพืชล้มลุก ลำต้นมีขนาดเล็ก นิยมนำส่วนใบของโหระพามาเป็นส่วนประกอบในจานอาหาร
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ทั้งต้น | แก้จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร |
| เมล็ด | ใช้แก้ตาแดง มีขี้ตามาก เป็นยาระบาย |
วิธีใช้แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ
– ใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำ รับประทานเป็นชา หรือรับประทานเป็นผักสด ใช้แก้ไข้ ปวดศีรษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร
– นำเมล็ดแก่แช่น้ำให้พองตัวเต็มที่ นำมารับประทานผสมกับขนมหวานหรือผสมในเครื่องดื่มในน้ำหวานและน้ำแข็ง ใช้แทนยาขับปัสสาวะและใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ เพื่อแก้อาการท้องผูก
– คั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2 ช้อน รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น ใช้บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน
ข้อควรระวัง
· น้ำโหระพาคั้น จะทำให้มึนงงและระคายเคืองคอเล็กน้อย
กลุ่มขับเสมหะ แก้ไอ
1. มะขามป้อม
มะขามป้อม เป็นพืชตระกูลไม้ต้น ผล รูปทรงกลม ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง พอแก่เป็นสีเหลืองออกน้ำตาล
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ผล | ผลอ่อน แก้ท้องผูก แก้พยาธิ ผลแก่ แก้ไอ แก้เสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ลดไข้ |
| ดอก | เป็นยาระบาย |
| ใบ | แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้บวมน้ำ ขับปัสสาวะ |
| เปลือกต้น | สมานแผล แก้บาดแผลเลือดออก ฟกช้ำ แก้ท้องร่วง |
| ราก | ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง |
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
– ต้านไวรัส (ไข้หวัดใหญ่)
– ต้านการอักเสบ
– ลดความดันโลหิต
– ต้านอนุมูลอิสระ
– ต้านการอักเสบ
– ลดคอเลสเตอรอล
วิธีใช้ขับเสมหะ แก้ไอ
– เนื้อผลสด ครั้งละ 2-5 ผล โขลกพอแหลกใส่เกลือเล็กน้อย อม หรือเคี้ยว วันละ 3-4 ครั้ง
– ผลสดตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือผลแห้ง 6-12 กรัม (ผลสด 10-30 ผล) คั้นน้ำดื่มหรือเคี้ยวอมบ่อยๆ
– ผลสดใช้ฝนกับน้ำใส่เกลือจิบบ่อยๆ หรือใช้ผลสดจิ้มเกลือรับประทาน
ข้อควรระวัง
· เนื่องจากมะขามป้อมมีวิตามินซีสูง ช่วยในระบบขับถ่าย จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้
2. มะนาว
มะนาวเป็นไม้พุ่ม ผลมีรสเปรี้ยว นิยมนำน้ำมะนาวที่ได้จากผลมาใช้ปรุงอาหาร
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ผล | แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง |
| ดอก | แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน |
| ใบ | ฟอกโลหิต แก้ตับทรุด |
| เมล็ด | แก้ไข้ขับเสมหะ |
| ราก | แก้ปวด แก้อักเสบ ถอนพิษไข้ กลับไข้ซ้ำ |
| น้ำมะนาว | แก้โรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ขับเสมหะ ฟอกโลหิต |
วิธีใช้ขับเสมหะ แก้ไอ
– น้ำมะนาว 2-3 ช้อนแกง เติมเกลือเล็กน้อยแล้วค่อยๆจิบนะครับ น้ำมะนาวจะช่วยทำให้เสมหะถูกขับออก
– หรือใช้เมล็ดมะนาวนำไปคั่วให้เหลือง บดให้ละเอียด เติมพิมเสน 2-5 เกล็ด ชงน้ำร้อนรับประทาน เป็นยาขับเสมหะ
– นำน้ำจากผลที่แก่จัดปริมาณตามชอบ มาเติมเกลือ น้ำตาล น้ำแข็ง ใช้เป็นเครื่องดื่ม จะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือลักปิดลักเปิดได้ครับ
ข้อควรระวัง
· ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดการใช้เกลือควรระมัดระวังปริมาณเกลือที่ต้องผสมนะครับ
กลุ่มลดความดันโลหิตสูง
1. บัวบก
บัวบกเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นไหลทอดเลื้อยไปตามดินที่ชื้นแฉะ
นำส่วนไหนมาใช้เป็นยาได้บ้าง :
| ส่วนที่ใช้ | สรรพคุณ |
| ทั้งต้น | แก้ช้ำใน ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ แก้เจ็บคอ |
| ใบ | มีสาร Asiaticoside ใช้ทาแก้แผลโรคเรื้อน |
| เมล็ด | แก้บิด แก้ไข้ ปวดศรีษะ |
วิธีใช้ลดความดันโลหิตสูง
– นำต้นสดมาประมาณ 30-40 กรัม คั้นเอาเฉพาะน้ำแล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อย เพื่อให้ดื่มได้ง่ายขึ้นนะครับ หรือหากใครที่กังวลเรื่องน้ำตาล เราสามารถดื่มได้เลยโดยไม่ส่น้ำตาลได้ครับ ให้รับประทานติดต่อกัน 5-7 วันนะครับ ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูงหรือจะใช้ดื่มเป็นยาแก้ช้ำในก็ได้เช่นกันครับ
– หรือหากเกิดอุบัติเหตุแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ให้ใช้ต้นสด 2-3 ต้น ล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดแล้วนำไปพอกแผล จะช่วยลดอาการปวดได้ครับ
ข้อควรระวัง
· ไม่ควรใช้บัวบกในขนาดที่สูงเป็นเวลานาน
2. กระเทียม
เป็นพืชล้มลุก จัดเป็นพืชสมุนไพรไทยและเป็นเครื่องเทศ เป็นพืชที่ส่วนใหญ่นำมาประกอบอาหาร ทั้งส่วนหัวและลำต้น
สรรพคุณในด้านช่วยลดความดันโลหิต
– กระเทียมมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นผลมาจากสารอัลลิซิน (Allicin) พบได้ในกระเทียมสด มีรายงานว่าอัลลิซินมีส่วนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงตัวในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ความดันโลหิตต่ำลง
วิธีใช้ลดความดันโลหิตสูง
– ให้ซอยกระเทียมสดประมาณครึ่งช้อนชา รับประทานพร้อมอาหารวันละ 2-3 ครั้ง หรือจะรับประทานสดหลังมื้ออาหารก็ได้
ข้อควรระวัง
· ไม่ควรรับประทานกระเทียมสดตอนท้องว่าง เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ร้อนอาจทำให้แสบกระเพาะได้
· สำหรับผู้ที่ได้รับกลิ่นของกระเทียมเป็นประจำ อาจทำให้เกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อรับประทานได้ โดยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ และมีอาหารหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ แต่อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไปเองภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง
จากพืชผักในครัวที่เรารู้จักกันดี หากเรารู้จักประโยชน์ สรรพคุณ และวิธีการใช้ที่ถูกต้อง เราก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคและบรรเทาอาการต่างๆได้ดีเช่นกันครับ อย่างไรก็ตามในกรณีผู้ที่มีโรคประจำตัว ให้ระวังในส่วนข้อยกเว้นในการนำไปใช้ที่อาจจะส่งกระทบต่อสุขภาพเราด้วยนะครับ
อ้างอิง:
1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/index.html
2. โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ http://chpkhos.org/herb_Cape%20Periwinkle.html
3. https://hd.co.th/benefits-of-passion-fruit
4. ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บุก – ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบล : thaicrudedrug.com
5. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://www.pharmacy.cmu.ac.th/makok.php?id=184
6.
7.
8
9
10. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://home.kku.ac.th/herbalbank/recipe/index.php/data/detail/73