ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ หลายท่านอาจได้ยินคำว่า อาการบ้านหมุน บ่อยมากขึ้น ตามสื่อต่างๆทั้งในกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งคนวัยหนุ่มสาว แต่แท้จริงแล้วนั้นอาการบ้านหมุนเป็นเช่นไร แตกต่างอาการเวียนศีรษะธรรมดาอย่างไร วันนี้น้องเอลเดอร์มีคำตอบครับ
อาการบ้านหมุน (vertigo)
อาการบ้านหมุนเป็นอาการเวียนศีรษะที่ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวของสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ผิดปกติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้อาการบ้านหมุนแตกต่างจากอาการเวียนศีรษะทั่วไป รูปแบบของอาการบ้านหมุนจะมีได้ 2 ลักษณะคือ
1. การที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมกำลังหมุนรอบตัวผู้ป่วย
2. การที่ผู้ป่วยรู้สึกว่ากำลังหมุนรอบตัวเองอยู่
โดยอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในขณะที่ผู้ป่วยนั่งหรือยืน ลักษณะอาการคือ มองเห็นภาพพร่าเลือน มีอาการมึน เวียนศีรษะ รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน และเสียการทรงตัวในที่สุด
นอกจากนี้อาจมีการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และรักษาสมดุลการทรงตัวของร่างกาย เช่น
1. ดวงตา : การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา และตากระตุก
2. หู : หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหู
ความผิดปกติในการรับข้อมูลของร่างกายนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงในการสูญเสียการทรงตัว หน้ามืดและหมดสติ ที่ล้วนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้ ทั้งนี้อาการบ้านหมุนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ โดยเริ่มจากอาการที่ไม่รุนแรง เกิดขึ้นเป็นระยะสั้นๆไม่กี่ชั่วโมง และสามารถหายเองได้ แต่จะกลับมาเป็นซ้ำๆ ในผู้ป่วยบางรายจึงไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด ทำให้เกิดอาการเรื้อรังที่อาจเพิ่มความรุนแรงได้ในภายหลัง
สาเหตุของอาการบ้านหมุน
เนื่องจากอาการบ้านหมุนเป็นความผิดปกติของระบบการรับรู้และรักษาสมดุลการทรงตัว ซึ่งมีการทำงานร่วมของของหลายอวัยวะ สาเหตุของความผิดปกติจึงเกิดได้ในหลายส่วน โดยเฉพาะหูและระบบประสาท ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ความผิดปกติของหู
1.1 หูชั้นนอก: เกิดการอุดตันจากขี้หู เนื้องอก หนองหรือบวมแดงของเนื้อเยื่อจากการอักเสบ
1.2 หูชั้นกลาง
– มีเลือดคั่งในหูชั้นกลางจากอุบัติเหตุหรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ
– หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง (หูน้ําหนวก)
– ท่อยูสเตเชี่ยนที่ทำหน้าที่ในการทรงตัว ทํางานผิดปกติหรืออุดตันจากโรคแพ้อากาศหรือจมูกอักเสบภูมิแพ้, ไซนัส อักเสบ, การดำน้ำ, การขึ้น-ลงที่สูงและก้อนเนื้องอกที่่โพรงหลังจมูก
– การทะลุของเยื่อกั้นระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ หรือจามแรงๆ
1.3 หูชั้นใน
– การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) เช่น ซิฟิลิส, ไวรัส, แบคทีเรียและปรสิต
– การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide และ barbiturate
– การบาดเจ็บที่ศีรษะที่ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน, ฐานสมอง, ก้านสมอง หรือสมองที่ทําหน้าที่ี่เกี่ยวกับการทรงตัว
– การได้รับแรงกระแทกแล้วเกิดการบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่น ระเบิด, ประทัด หรือการยิงปืน
– โรคน้ําในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease) ซึ่งอาจเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายหูชั้นใน หรือการมีน้ำคลั่งอยู่ในหูชั้นใน
– โรคก้อนหินปูนที่ใช้ในการทรงตัวหลุดจากตำแหน่งปกติ (benign paroxysmal positional vertigo) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย
– กระดูกต้นคอเวลาเงยหน้ากดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน และอาจวูบหมดสติ
2. โรคทางระบบประสาท และสมอง
– เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)
– เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)
– การเสื่อมของระบบประสาทกลางที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
– การติดเชื้อของระบบประสาท
– ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทส่วนกลางที่ไม่เพียงพอ โดยอาจมีสาเหตุจากไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูงและการสูบบุหรี่ เป็นต้น
3. สาเหตุอื่นๆ
– โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease),
– โรคต่อมไทรอยด์ทํางานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism)
– โรคเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ, โรคหลอดเลือดแข็งและตีบ เป็นต้น
ดังนั้นหากเกิดอาการบ้านหมุนจึงควรรีบไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการที่พบอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของความผิดปกติในระบบรับความรู้สึกและรักษาสมดุลของร่างกาย จึงต้องรีบทำการวินิจฉัยเพื่อรักษาได้อย่างถูกต้อง
ภาวะแทรกซ้อนของอาการบ้านหมุน
อาการบ้านหมุนนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการลื่นล้มมากที่สุดโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของตนเองได้ จึงอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่ร้ายแรงตามมาจากการหกล้มหรืออุบัติเหตุ เช่น กระดูกสะโพกหัก ที่เป็นสาเหตุของการติดเตียงและอัมพาตได้ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิด เช่น ระหว่างขับรถหรือทำงาน รวมทั้งยังรบกวนการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้
การรักษาอาการบ้านหมุน
1. การรักษาอาการบ้านหมุนสามารถทำได้ทั้งการรักษาตามสาเหตุของโรค เช่น การผ่าตัด การให้ยาต้านอักเสบหรือยาฆ่าเชื้อ เป็นต้น
2. การรักษาตามอาการ โดยหลังจากวินิจฉัยสาเหตุของโรค แพทย์จะให้ยาเพื่อรักษาตามอาการ เช่น ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว เป็นต้น
3. กายบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลงแล้ว เพื่อฝึกฝนและปรับการทรงตัวในสภาวะต่างๆ เช่น การเดินและยืน รวมทั้งฝึกการทำงานที่ประสานกันของระบบรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหว เช่น ฝึกบริหารสายตา การเคลื่อนไหวของศีรษะและคอ ร่วมกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อคอ แขนและขา เป็นต้น
การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ
1. ควรหยุดเดินและนั่งพัก ถ้ามีอาการเวียนหัวมากควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว
2. ผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว
3. ถ้าอาการเวียนศีรษะน้อยลงจึงลุกขึ้นช้าๆ
4. เมื่อมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน ควรนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้
5. ไม่ควรว่ายน้ํา ดําน้ํา ปีนป่ายที่สูงและทำงานกับเครื่องจักรกลขณะมีอาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
6. งดรับประทานอาหารหรือดื่มในปริมาณมาก เพื่อลดอาการอาเจียน
7. หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทําให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ได้แก่ การหมุนหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่ เป็นต้น
8. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอการเดินทางโดยทางเรือและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
9. รับประทานยาที่แพทย์ให้อย่างสม่ำเสมอ
วิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาการบ้านหมุนซ้ำ
1. หลีกเลี่ยงเสียงดัง ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อแก้วหูและกระดูกหูได้
2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทและการทรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside และ quinine
3. หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
4. หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู ซึ่งมักเกิดจากน้ำเข้าหูหรือใช้อุปกรณ์แคะหูที่ไม่สะอาด
5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา และน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็ม เพราะจะทำให้น้ำคลั่งในหูเกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากันได้
7. ปรับพฤติกรรม โดยออกกำลังกายสม่ําเสมอเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังระบบสารททรงตัว ลดความเครียดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
อ้างอิง
– https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/809_1.pdf
– https://bit.ly/39AXUS9
– https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/1330_1.pdf